รวบขบวนการ “ป่วยทิพย์” ปลอมเอกสารแพทย์หลอกเคลมประกันสุขภาพเสียหายกว่า 3 แสนบาท

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ได้เข้าจับกุมผู้ต้องหาสามรายประกอบด้วย นายไพ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี, นายสรัฐ อายุ 47 ปี และนางสาวกุลธิดา อายุ 41 ปี

ทั้งสามรายถูกจับกุมตามหมายจับของศาลอาญา ด้วยหมายจับเลขที่ 5053, 5054 และ 5058/2568 ลงวันที่ 2 กันยายน 2568 ในข้อหาความผิดหลายประการ ได้แก่ ฉ้อโกง, ปลอมและใช้เอกสารปลอม, เรียกร้องผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยทุจริต และแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

จุดเริ่มต้นของคดี – บริษัทประกันแจ้งความ

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อบริษัทประกันภัยสุขภาพแห่งหนึ่งได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนของสำนักงานป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้ตรวจพบพฤติการณ์ที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการยื่นเอกสารใบรับรองแพทย์ที่มีลักษณะผิดปกติ เพื่อขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนประกันสุขภาพ

ในระยะแรก บริษัทประกันภัยได้เข้าใจว่าผู้เอาประกันภัยเหล่านั้นมีอาการเจ็บป่วยจริงตามที่ระบุในเอกสารทางการแพทย์ จึงได้ดำเนินการอนุมัติและจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันแต่ละรายในอัตรา 100,000 บาทต่อราย โดยเมื่อรวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่บริษัทได้จ่ายไปแล้ว พบว่ามีมูลค่ารวมกันมากกว่า 300,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก

รูปแบบการดำเนินการของขบวนการ “ป่วยทิพย์”

ต่อมาเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยได้ทำการตรวจสอบเอกสารต่างๆ อย่างละเอียดและพบความผิดปกติที่น่าสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอกสารใบรับรองแพทย์ที่ถูกยื่นเพื่อเคลมประกันเหล่านั้น พบว่ามักจะออกจากคลินิกและโรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียวกันซ้ำๆ กัน ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจจะมีการสมคบคิดหรือมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารเหล่านี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เริ่มทำการสืบสวนและขยายผลอย่างละเอียด จนกระทั่งสามารถทราบข้อมูลว่ามีการจัดตั้งขบวนการฉ้อโกงในรูปแบบที่เรียกกันในแวดวงว่า “ขบวนการป่วยทิพย์” ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างชัดเจน

วิธีการชักชวนและล่อลวงเหยื่อ

กลุ่มผู้ต้องหาในขบวนการนี้จะมีวิธีการดำเนินงานโดยการเข้าหาและชักชวนผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพอยู่แล้วให้เข้าร่วมแผนการฉ้อโกง โดยจะเสนอข้อเสนอที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ว่าตนเองจะเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารทางการแพทย์ทั้งหมดให้ ทั้งใบรับรองแพทย์ ผลการตรวจวินิจฉัยโรค และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็นในการยื่นเคลมค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย

หลังจากนั้นเมื่อบริษัทประกันภัยได้อนุมัติและโอนเงินค่าสินไหมทดแทนเข้าบัญชีของผู้เอาประกันแล้ว กลุ่มผู้ร้ายจะทำการแบ่งผลประโยชน์กันในอัตราส่วน 50:50 หรือครึ่งต่อครึ่ง ระหว่างผู้เอาประกันที่ยอมให้ยืมชื่อและหมายเลขบัญชีธนาคาร กับกลุ่มผู้ที่เป็นหัวหน้าขบวนการและผู้จัดทำเอกสารปลอม

กระบวนการปลอมแปลงเอกสารและยื่นเคลม

รูปแบบการหลอกลวงที่ขบวนการนี้ใช้นั้นมีความซับซ้อนและดูเหมือนจะเป็นเอกสารจริง โดยกลุ่มผู้ร้ายจะทำการปลอมแปลงผลการตรวจวินิจฉัยโรคและใบรับรองแพทย์จากคลินิกแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งปลอมแปลงหลักฐานการรับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียง เพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นผู้ร้ายจะนำสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้เอาประกันภัยไปยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนผ่านระบบออนไลน์ของบริษัทประกันภัย ทั้งๆ ที่ผู้เอาประกันนั้นไม่ได้เจ็บป่วยหรือเข้ารับการรักษาจริงแต่อย่างใด การใช้ระบบออนไลน์ทำให้กระบวนการยื่นเคลมเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันโดยตรง

เมื่อบริษัทประกันภัยตรวจสอบเอกสารและพบว่าดูครบถ้วนสมบูรณ์ จึงหลงเชื่อและดำเนินการอนุมัติการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้เอาประกันในอัตรารายละ 100,000 บาท ทันทีที่ได้รับเงินเข้าบัญชี ผู้ที่ร่วมขบวนการจะรีบถอนเงินออกมาและนำมาแบ่งปันกับผู้ชักชวนและผู้จัดทำเอกสารปลอมตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า

การสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหา

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเรื่องร้องเรียนจากบริษัทประกันภัยแล้ว ได้มีการทำงานอย่างหนักในการสืบสวนและติดตามตัวผู้ต้องหา โดยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารต่างๆ ที่ถูกยื่นเคลม ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีธนาคาร และติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย จนสามารถระบุตัวตนของผู้ต้องหาทั้งสามรายได้

จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหารายหนึ่งได้หลบหนีมาแอบอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ส่วนอีกสองรายซึ่งเป็นสามีภรรยากันได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากพื้นที่กรุงเทพมหานครมาก คาดว่าทำเช่นนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมและเพื่อให้ยากต่อการติดตามตัว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ โดยได้แบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็นสองทีมเพื่อเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามรายพร้อมกันในวันเดียวกัน เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหารายใดรายหนึ่งได้รับข่าวและหลบหนีไปได้ การปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จโดยสมบูรณ์ โดยผู้ต้องหาทั้งสามรายถูกควบคุมตัวได้โดยไม่มีการต่อสู้หรือหลบหนี

การสอบสวนและการให้การของผู้ต้องหา

เมื่อถูกนำตัวมาสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสามรายได้ให้การรับสารภาพว่าตนเองได้ทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง โดยต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียงปีละ 500 ถึง 600 บาทเท่านั้น แต่กลับมีวงเงินคุ้มครองสูงถึง 100,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่แตกต่างกันอย่างมาก

ด้วยความโลภและต้องการเงินอย่างรวดเร็ว ผู้ต้องหาจึงตัดสินใจยอมทำตามคำชักชวนของหัวหน้าขบวนการ โดยยินยอมให้ใช้ชื่อและหมายเลขบัญชีธนาคารของตนเองในการจัดทำเอกสารปลอมและยื่นเคลมเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยดังกล่าว ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นการฉ้อโกงบริษัทประกันภัย

หลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสามรายและส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวนของกองกำกับการ 4 สำนักงานป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งได้มีการเร่งขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้เพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าขบวนการและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำเอกสารปลอม

คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พันตำรวจเอก กริช วรทัต ผู้กำกับการ 4 สำนักงานป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ว่า ต้องการฝากเตือนประชาชนทั่วไปให้ระมัดระวังและตื่นตัวเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพที่มักจะเข้ามาชักชวนหรือหลอกลวงให้ประชาชนเข้าร่วมในแผนการ “เคลมประกันเท็จ” โดยการใช้เอกสารทางการแพทย์ปลอม

เขาเน้นย้ำว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพียงการให้ยืมชื่อ การให้ยืมบัญชีธนาคาร หรือการร่วมวางแผนในการฉ้อโกง ล้วนแล้วแต่จะถือเป็น “ผู้ร่วมกระทำผิด” ทั้งสิ้น และจะต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่เป็นหัวหน้าขบวนการ

บทลงโทษตามกฎหมาย

สำหรับความผิดฐานฉ้อโกง ปลอมและใช้เอกสารปลอม รวมถึงการเรียกร้องผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยทุจริต หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น ผู้กระทำผิดจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลที่จะพิจารณาพิพากษา

นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ผู้กระทำผิดยังอาจต้องรับผิดชอบในทางแพ่งด้วย กล่าวคือ บริษัทประกันภัยที่ได้รับความเสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งเพิ่มเติมได้อีก รวมถึงการถูกบันทึกประวัติการทุจริตในฐานข้อมูลของอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งจะส่งผลให้บุคคลนั้นไม่สามารถทำประกันภัยใดๆ ได้อีกในอนาคต หรือหากสามารถทำได้ก็จะต้องเสียเบี้ยประกันภัยที่สูงกว่าปกติมาก

ผลกระทบต่อระบบประกันภัยและประชาชนทั่วไป

การกระทำผิดในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทประกันภัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้เอาประกันภัยที่ซื่อสัตย์ทั่วไปด้วย เนื่องจากเมื่อบริษัทประกันภัยได้รับความเสียหายจากการถูกฉ้อโกง บริษัทก็อาจต้องปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันภัย เพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติการจ่ายค่าสินไหมทดแทน หรือลดวงเงินคุ้มครองลง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วไปที่ซื่อสัตย์ต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย

นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังทำให้ระบบประกันภัยซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนเสื่อมความน่าเชื่อถือ หากมีการฉ้อโกงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย อาจส่งผลให้บริษัทประกันภัยต้องปิดตัวลงหรือลดการให้บริการ ซึ่งจะทำให้ประชาชนขาดความคุ้มครองที่จำเป็นในยามที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจริงๆ

ข้อควรระวังสำหรับประชาชน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนว่า หากมีบุคคลใดเข้ามาชักชวนให้ร่วมแผนการเคลมประกันภัยโดยใช้เอกสารปลอม หรือเสนอว่าจะช่วยจัดการเรื่องเอกสารให้โดยไม่ต้องเจ็บป่วยจริง ไม่ควรยอมตามคำชักชวนดังกล่าวเป็นอันขาด แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายและจะได้รับเงินจำนวนมากก็ตาม

ประชาชนควรตระหนักว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษหนัก และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาว ทั้งการมีประวัติอาชญากรรม การถูกฟ้องร้องในทางแพ่ง และการไม่สามารถทำประกันภัยได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเสียหายให้กับสังคมโดยรวมอีกด้วย

หากประชาชนพบเห็นหรือทราบข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการฉ้อโกงประกันภัยในลักษณะนี้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สำนักงานป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เจ้าหน้าที่จะรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูลและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การขยายผลและแนวทางการป้องกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่าจะเร่งขยายผลการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้เพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าขบวนการหลัก ผู้ที่มีบทบาทในการจัดทำเอกสารปลอม และผู้ที่อาจเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลหรือช่วยเหลือในการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ประสานงานกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบและป้องกันการฉ้อโกงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลกลางในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทางการแพทย์ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบริษัทประกันภัยต่างๆ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่น่าสงสัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

บทเรียนและข้อคิดจากคดีนี้

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการฉ้อโกงในรูปแบบใหม่ที่อาศัยช่องว่างของระบบและความไว้วางใจในเอกสารทางการแพทย์ แสดงให้เห็นว่าอาชญากรมีการพัฒนาวิธีการในการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา และระบบการป้องกันจำเป็นต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรตระหนักว่าการทำประกันภัยเป็นเรื่องของความคุ้มครองที่แท้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ใช่เครื่องมือในการหาประโยชน์โดยมิชอบ การยอมให้ใช้ชื่อหรือบัญชีธนาคารในการทำผิดกฎหมาย แม้จะได้รับเงินในระยะสั้น แต่จะสร้างปัญหาและผลกระทบในระยะยาวที่มากกว่ามูลค่าเงินที่ได้รับหลายเท่า

ในยุคที่เทคโนโลยีและระบบดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปต้องร่วมมือกันในการสร้างระบบที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย การแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นความผิดปกติ การไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการทุจริต และการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่ดีและยั่งยืนต่อไป

คดีการจับกุมขบวนการ “ป่วยทิพย์” ในครั้งนี้จึงนับเป็นความสำเร็จของการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและรักษาความเป็นธรรมในสังคม และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมประเภทนี้