การเข้าตรวจสอบในครั้งนี้เน้นไปที่จุดที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน โดยสถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นสถานศึกษาสำหรับนักเรียนไทย แต่ต่อมาได้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ได้มีชาวบ้านในพื้นที่ยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสาคร โดยระบุว่ามีการเปิดสถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รับเด็กต่างชาติเข้ามาทำการเรียนการสอนจำนวนมาก ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
พบเด็กต่างด้าวกว่า 900 คน พร้อมครูผู้สอน 27 คน
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 9 ตุลาคม 2568 คณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าวอย่างละเอียด พบว่าภายในอาคารคอนกรีต 3 ชั้น มีเด็กต่างด้าวอยู่เป็นจำนวนมากประมาณ 900 คน กระจายอยู่ตามห้องเรียนต่างๆ ทั้งชั้น 1, 2 และ 3 โดยเด็กเหล่านี้กำลังอยู่ในกิจกรรมการเรียนการสอนขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ
นอกจากนี้ยังพบชาวต่างด้าวทั้งชายและหญิงอีกจำนวน 27 คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนและผู้ดูแลเด็กเหล่านั้น เมื่อตรวจสอบเอกสารของชาวต่างด้าวทั้ง 27 คนนี้ พบว่าทุกคนถือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยประเภท “กรรมกร” ซึ่งไม่ใช่ใบอนุญาทำงานประเภทครูหรือผู้ดูแลเด็ก
ภาพที่พบเห็นภายในอาคารนั้นมีลักษณะคล้ายโรงเรียนทั่วไป มีการจัดห้องเรียน มีกระดานดำ โต๊ะเก้าอี้นักเรียน และอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ ครบครัน มีการแบ่งชั้นเรียนตามช่วงอายุของเด็ก และมีตารางเรียนที่ชัดเจน ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีลักษณะการดำเนินงานเป็นโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงแค่ค่ายเยาวชนหรือศูนย์กิจกรรมทั่วไปอย่างที่ผู้บริหารอ้าง
ผู้บริหารอ้างเป็นค่ายเยาวชน ไม่ใช่โรงเรียน
ผู้บริหารคนไทยที่รับเป็นผู้ดูแลพื้นที่และสถานที่แห่งนี้ได้ชี้แจงกับคณะเจ้าหน้าที่ว่า ตนเองได้เช่าพื้นที่จากเจ้าของที่ดินในบริเวณนั้น เพื่อนำมาเปิดเป็นค่ายเยาวชนสำหรับกลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะเปิดเป็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาแต่อย่างใด
ผู้บริหารยังระบุด้วยว่า สถานที่แห่งนี้ได้ผ่านการขออนุญาตใช้อาคารจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าไม้เรียบร้อยแล้ว และอาคารดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานแล้ว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องความปลอดภัยของอาคารแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เปิดเป็นการเรียนการสอนในรูปแบบโรงเรียนแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนสำหรับเด็กต่างด้าวที่เป็นบุตรของแรงงานข้ามชาติในพื้นที่เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่พักและดูแลเด็กในขณะที่พ่อแม่ออกไปทำงาน ไม่ใช่เป็นการจัดการศึกษาอย่างเป็นทางการ
รองผู้ว่าฯ ชี้ยังไม่ได้รับอนุญาตจากศึกษาธิการจังหวัด
ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้กล่าวในโอกาสนี้ว่า แม้อาคารที่ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมจะผ่านการประเมินความปลอดภัยและได้ยื่นขออนุญาตใช้อาคารจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าไม้เรียบร้อยแล้ว แต่สถานที่แห่งนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตจากทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาครให้เปิดสอนหรือรับเด็กแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำการเรียนการสอน หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมในรูปแบบค่ายเยาวชนก็ตาม
รองผู้ว่าฯ ระบุชัดเจนว่า การดำเนินการเปิดสถานศึกษาหรือศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กนั้น จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลด้านการศึกษาในพื้นที่ การขออนุญาตใช้อาคารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะเปิดให้บริการด้านการศึกษาหรือการดูแลเด็กได้
นอกจากนี้ การรับเด็กต่างด้าวหรือเด็กของแรงงานข้ามชาติเข้ามาในสถานที่ยังต้องมีการขออนุญาตและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่สามารถดำเนินการได้โดยอ้างว่าเป็นค่ายเยาวชนหรือศูนย์กิจกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายได้
ครูผู้สอนถือใบอนุญาตกรรมกร ผิดกฎหมาย
ประเด็นที่สำคัญที่สุดจากการตรวจสอบในครั้งนี้คือ การพบว่าบุคลากรผู้สอนหรือผู้ดูแลเด็กต่างด้าวทั้ง 27 คนนั้น ต่างถือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยประเภท “กรรมกร” ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว ฐานทำงานไม่ตรงกับประเภทงานที่ได้รับอนุญาต
ตามกฎหมาย คนต่างด้าวที่จะทำงานในประเทศไทยจะต้องได้รับใบอนุญาตทำงานที่ระบุประเภทงานที่ชัดเจน และต้องทำงานตรงตามประเภทที่ระบุไว้ในใบอนุญาตเท่านั้น การทำงานไม่ตรงกับประเภทที่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดทางอาญา ทั้งผู้ว่าจ้างและลูกจ้างต่างมีความผิดตามกฎหมาย
ในกรณีนี้ ชาวต่างด้าวทั้ง 27 คนได้รับอนุญาตให้ทำงานในตำแหน่งกรรมกร ซึ่งโดยปกติแล้วหมายถึงงานที่ใช้แรงงานในโรงงานหรือสถานประกอบการต่างๆ แต่กลับมาทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนและผู้ดูแลเด็ก ซึ่งเป็นงานที่ต่างประเภทกันโดยสิ้นเชิง
รองผู้ว่าฯ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดที่ชัดเจน และจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมและรักษากฎระเบียบในการทำงานของคนต่างด้าวในประเทศไทย
จังหวัดมีนโยบายให้เด็กต่างด้าวเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐ
ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ ได้เน้นย้ำในโอกาสนี้ว่า จังหวัดสมุทรสาครมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้ลูกหลานของแรงงานข้ามชาติได้รับการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียนของรัฐบาลไทยที่ได้จัดหาไว้ให้แล้ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทางจังหวัดได้ประสานงานกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่เพื่อเปิดรับเด็กของแรงงานข้ามชาติเข้าเรียนในระบบการศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเด็กเหล่านี้จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ มีหลักสูตรที่เป็นมาตรฐาน และมีครูที่ผ่านการอบรมและได้รับใบประกอบวิชาชีพครูอย่างถูกต้อง
การที่มีโรงเรียนเถื่อนเปิดสอนเด็กต่างด้าวนั้น นอกจากจะเป็นการผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน อาจไม่ได้เรียนตามหลักสูตรที่กำหนด และไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ถูกต้องได้ในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและอนาคตของเด็กเหล่านั้นในระยะยาว
รองผู้ว่าฯ จึงย้ำว่า เด็กทั้งหมดที่พบในสถานที่แห่งนี้จะต้องถูกนำเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยทางจังหวัดพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับเด็กเหล่านี้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐต่อไป
สั่งดำเนินคดีตามกฎหมายทุกฝ่าย
ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการยกเว้นหรือผ่อนปรนให้แก่ใครทั้งสิ้น
ผู้ที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้บริหารสถานที่ที่อ้างว่าเป็นเพียงค่ายเยาวชน ซึ่งมีความผิดฐานเปิดสถานศึกษาหรือรับเด็กมาทำกิจกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีความผิดฐานจ้างคนต่างด้าวทำงานไม่ตรงกับประเภทที่ได้รับอนุญาต
เจ้าของที่ดินและอาคารที่ให้เช่าพื้นที่ดังกล่าว อาจต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกันว่ามีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมให้มีการดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายบนที่ดินของตนหรือไม่
ครูผู้สอนหรือผู้ดูแลเด็กที่เป็นชาวต่างด้าวทั้ง 27 คน มีความผิดฐานทำงานไม่ตรงกับประเภทที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งอาจต้องเผชิญกับการเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน การปรับ และอาจถูกเนรเทศออกจากประเทศตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือ สนับสนุน หรือมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการโรงเรียนเถื่อนแห่งนี้ ก็จะต้องถูกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยเช่นกัน
เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน
หลังจากการตรวจสอบและพบพฤติการณ์ผิดกฎหมายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานได้ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพถ่ายและวิดีโอภายในอาคารทั้ง 3 ชั้น ที่แสดงให้เห็นถึงการจัดห้องเรียน การมีครูผู้สอน การที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมาก และอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สัญญาเช่าพื้นที่ เอกสารขออนุญาตใช้อาคาร ใบอนุญาตทำงานของชาวต่างด้าวทั้ง 27 คน รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่พบในสถานที่ ซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบถามผู้บริหารสถานที่ ครูผู้สอน และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจรูปแบบการดำเนินงาน แหล่งที่มาของเงินทุน จำนวนเด็กที่เข้ามาเรียน ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ และรายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินคดี
ตรวจสอบสถานที่ที่ 2 พร้อมกัน
นอกจากสถานที่แห่งนี้แล้ว คณะเจ้าหน้าที่ยังได้เข้าตรวจสอบสถานที่อีก 1 แห่ง ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกันคือ มีการเปิดเป็นศูนย์หรือสถานที่รับเด็กต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่จำนวนเด็กในสถานที่แห่งนี้น้อยกว่า
การตรวจสอบในสถานที่ที่ 2 นั้นก็พบพฤติการณ์ที่คล้ายคลึงกัน คือ มีการจัดการเรียนการสอนหรือกิจกรรมสำหรับเด็กต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีชาวต่างด้าวที่ถือใบอนุญาตทำงานประเภทกรรมกรมาทำหน้าที่ดูแลเด็กเช่นกัน
เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานในสถานที่ที่ 2 นี้ด้วยเช่นกัน และจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าทางจังหวัดจะไม่ยอมให้มีการเปิดโรงเรียนเถื่อนหรือสถานที่รับเด็กต่างด้าวโดยผิดกฎหมายในพื้นที่อีกต่อไป
ผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวแรงงานข้ามชาติ
เหตุการณ์การบุกปิดโรงเรียนเถื่อนในครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กต่างด้าวกว่า 900 คนและครอบครัวของเขาเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุตรของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในจังหวัดสมุทรสาครอย่างถูกกฎหมาย
พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จึงจำเป็นต้องหาสถานที่ฝากเด็กไว้ในระหว่างวัน บางครอบครัวอาจไม่ทราบว่าโรงเรียนที่ส่งลูกไปเรียนนั้นเป็นโรงเรียนเถื่อนที่ผิดกฎหมาย บางครอบครัวอาจทราบแต่ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะไม่รู้ว่าสามารถส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐได้
ทางจังหวัดสมุทรสาครได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้เตรียมการรองรับเด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ถูกต้อง โดยประสานงานกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและโรงเรียนต่างๆ เพื่อเปิดรับเด็กของแรงงานข้ามชาติเข้าเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ ทางจังหวัดยังจะประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนแรงงานข้ามชาติทราบว่าลูกหลานของพวกเขามีสิทธิ์ได้รับการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียนของรัฐ และมีหน่วยงานพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนและเข้าเรียน
ปัญหาโรงเรียนเถื่อนในพื้นที่อุตสาหกรรม
ปัญหาโรงเรียนเถื่อนสำหรับเด็กต่างด้าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลและโรงงานอื่นๆ
ด้วยความต้องการที่จะมีรายได้เพิ่ม บางคนจึงมองเห็นโอกาสในการเปิดสถานที่รับเด็กต่างด้าวมาดูแลและสอน โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากพ่อแม่ ซึ่งถึงแม้จะไม่แพงนัก แต่เมื่อมีเด็กจำนวนมากก็สามารถสร้างรายได้ที่ดีได้
อย่างไรก็ตาม การดำเนินกิจการเช่นนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นการผิดกฎหมาย และอาจส่งผลเสียต่อเด็กที่เข้ามาเรียนด้วย เนื่องจากไม่มีการกำกับดูแลคุณภาพการศึกษา ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของเด็ก
ในอดีตที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบว่ามีการเปิดโรงเรียนเถื่อนใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ บางแห่งก็จะใช้วิธีอ้างว่าเป็นค่ายเยาวชน ศูนย์เด็ก หรือชื่อเรียกอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่เกี่ยวกับการเปิดสถานศึกษา
การดำเนินคดีครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ทางจังหวัดจะไม่ผ่อนปรนกับผู้ที่พยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายและเปิดโรงเรียนเถื่อนในพื้นที่ ไม่ว่าจะใช้ชื่อเรียกหรือข้ออ้างใดก็ตาม
มาตรการติดตามและเฝ้าระวัง
หลังจากการบุกตรวจสอบและดำเนินคดีในครั้งนี้ ทางจังหวัดสมุทรสาครได้มีการวางมาตรการติดตามและเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปิดโรงเรียนเถื่อนขึ้นมาใหม่ในพื้นที่
ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ทั้งอำเภอ ตำรวจ ศึกษาธิการจังหวัด ตรวจคนเข้าเมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการเฝ้าระวังและตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ
หากพบสถานที่ใดที่มีลักษณะน่าสงสัยว่าอาจเป็นโรงเรียนเถื่อนหรือศูนย์รับเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้รีบเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที ไม่ให้มีการเปิดดำเนินการไปนานจนเกิดปัญหาใหญ่
นอกจากนี้ ทางจังหวัดยังได้เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนหากพบเห็นสถานที่ต้องสงสัย โดยสามารถแจ้งผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด สำนักงานอำเภอ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ และจะมีการรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูลอย่างเคร่งครัด
การดำเนินการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดสมุทรสาครในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนเถื่อนและการดูแลให้เด็กของแรงงานข้ามชาติได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กเหล่านี้และสังคมในภาพรวมในระยะยาว
การดำเนินคดีครั้งนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อสร้างระเบียบวินัยและความเป็นธรรมในสังคม รวมถึงเพื่อปกป้องสิทธิของเด็กในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามที่กฎหมายกำหนดไว้