โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ประกาศเดินเกมรุกครั้งสำคัญในตลาดยานยนต์ไทยครึ่งหลังปี 2568 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ 2 รุ่นเด่น ได้แก่ Toyota bZ4X รถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ และ Toyota Yaris Ativ Hybrid รถซีดานไฮบริดรุ่นแรกในกลุ่มอีโคคาร์ เพื่อยืนยันจุดยืนกลยุทธ์ “Multi-pathway” ที่ครอบคลุมทุกเทคโนโลยี พร้อมสู้ศึกกับค่ายรถจีนที่กำลังขยายอิธิพลในตลาดไทย
โตโยต้ายืนหยัดในวิกฤตอุตสาหกรรม รักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง
นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่า แม้จะยังคงอยู่ในช่วงที่ท้าทาย แต่โตโยต้าสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดได้สำเร็จ ด้วยไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ลูกค้าได้ครอบคลุม
“ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์โตโยต้า เราสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดและครองอันดับหนึ่งด้วยยอดขายสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้ง 7 เซกเมนต์ได้อย่างแข็งแกร่ง” นายโนริอากิกล่าว
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเกิดขึ้นจากการเติบโตของตลาด xEV และ SUV อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม โตโยต้ายังคงเชื่อมั่นว่ารถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังมีบทบาทสำคัญและสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลก
สำหรับกลุ่มตลาด SUV มีการเติบโตของรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่หรือ D-SUV อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นรถ BEV ทำให้ยอดขายรถ SUV ในปัจจุบันมีสัดส่วนสูงสุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Yaris Ativ Hybrid ตัวจริงในกลุ่มอีโคคาร์ มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำเร็จของ Yaris Ativ ว่า ยอดขายสะสมตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกในปี 2560 ถึงเดือนมิถุนายนปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 280,000 คัน ขณะที่รุ่นปัจจุบันที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 มียอดขายรวม 151,000 คัน
การเปิดตัว Ativ Hybrid ครั้งนี้ โตโยต้าตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 20,000 คัน ภายในปีแรกของการจำหน่าย โดยคาดว่าสัดส่วนของ Ativ Hybrid ในช่วงแรกจะอยู่ที่ประมาณ 30% ของยอดรวมต่อเดือน และเมื่อสิ้นปีจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 20%
“กลุ่มเป้าหมายหลักของ Ativ Hybrid คือผู้ซื้อรถครั้งแรกในเมือง ซึ่งต้องการความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ เนื่องจากเทคโนโลยีไฮบริดช่วยให้การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันสะดวกและประหยัด” นายศุภกรอธิบาย
ตลาดอีโคคาร์ปรับตัว โตโยต้าเติบโตขึ้นแม้ตลาดรวมหดตัว
แม้ว่าตลาด Eco Car ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 71,700 คัน ลดลง 4-5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ยอดขายของโตโยต้าในตลาดนี้กลับเติบโตขึ้นถึง 9% ส่วนใหญ่เป็นผลจากความนิยมของ Ativ
บริษัทมั่นใจว่า Ativ Hybrid จะช่วยให้โตโยต้ายังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาด Eco Car ได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับการประหยัดน้ำมันและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
การแข่งขันกับรถยนต์ Plugin Hybrid และ Hybrid อื่นๆ โตโยต้ายืนยันว่า Ativ Hybrid ถือเป็นรถเล็กไฮบริดที่มีสเปคและประสิทธิภาพสูงสุดในตลาด หรือ “Best in Class” ทั้งในด้านอัตราประหยัดน้ำมันที่ 29.4 กิโลเมตรต่อลิตร การออกแบบที่ทันสมัย และเทคโนโลยีที่ครบครัน
เครือข่ายบริการที่แข็งแกร่ง สร้างความมั่นใจหลังการขาย
จุดแข็งสำคัญอีกประการของโตโยต้า คือเครือข่ายบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง โดยมีศูนย์บริการกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ พร้อมการรับประกันอะไหล่สำรองอย่างน้อย 15 ปี และระยะห่างระหว่างศูนย์บริการเพียง 40-50 กิโลเมตร ซึ่งช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี
เครือข่ายบริการที่ครอบคลุมนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของโตโยต้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากจีนที่ยังอยู่ในขั้นตอนการสร้างเครือข่ายบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและจังหวัดชายแดน ซึ่งลูกค้าต้องการความมั่นใจในการบริการหลังการขาย
ยืดหยุ่นการผลิต รองรับความต้องการที่หลากหลาย
โตโยต้าเน้นย้ำว่า Yaris Ativ Hybrid จะไม่ทำให้รุ่น ICE ต้องหยุดผลิต เนื่องจากโรงงานมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้พร้อมกัน ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์ “Multi-pathway” ที่ให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาด
สำหรับการส่งออก Ativ Hybrid ที่ผลิตในประเทศไทยจะส่งออกไปยัง 23 ประเทศ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของโตโยต้าในศักยภาพของฐานการผลิตในไทย ส่วน bZ4X EV เตรียมพร้อมส่งมอบปลายปีนี้ เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์
Hilux BEV รถไฟฟ้าแห่งชาติ Local Content สูงถึง 94%
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือ Hilux BEV ที่จะเป็นรุ่นแรกที่ประกอบในประเทศ โดยโตโยต้าตั้งเป้าให้เป็น “รถยนต์แห่งชาติ” ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วย Local Content สูงถึง 93-94% สำหรับ Hilux ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
การมี Local Content สูงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและราคาขายให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้า
เตรียมรับมือโครงสร้างภาษีใหม่ ควบคุมราคาให้เหมาะสม
ผู้บริหารโตโยต้าเปิดเผยว่า บริษัทกำลังศึกษาถึงผลกระทบและโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยได้มีการพูดคุยทั้งภายในองค์กรและกับภาครัฐถึงโครงสร้างภาษีใหม่ของรถ Eco Car ที่เพิ่มจาก 12% เป็น 13% ส่วน Hybrid ภาษีปรับขึ้นจาก 4% เป็น 6% ในปีหน้า
โตโยต้ายืนยันว่าจะพยายามควบคุมราคาให้สมเหตุสมผลที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากเกินไป ทั้งนี้ มาตรฐานการผลิตของ Ativ Hybrid เป็น Euro 6 และใช้ Local Content โดยรวมประมาณ 73% ซึ่งจะช่วยในการควบคุมต้นทุนได้ระดับหนึ่ง
ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในเอเชีย
โตโยต้าระบุว่าแผนผลิตรถ EV ในภูมิภาคเอเชียยังคงให้ความสำคัญกับไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตหลัก พร้อมเพิ่มการลงทุนในการผลิต Hybrid และ Eco Car เพื่อส่งออกทั่วโลก ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลก
การวางตำแหน่งไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องการการลงทุนใหม่ในเทคโนโลยีและสายการผลิต
กลยุทธ์ Multi-pathway ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม
โตโยต้ามีเป้าหมายสร้างฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั้ง First Car Buyer ลูกค้าเมือง และผู้ที่สนใจ EV และ Hybrid รุ่นใหม่ในอนาคต ด้วยกลยุทธ์ “Multi-pathway” ที่ไม่เน้นเฉพาะเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่เดินหน้าพัฒนาทุกเทคโนโลยีพร้อมกัน
กลยุทธ์นี้แตกต่างจากคู่แข่งหลายค่ายที่เน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยโตโยต้าเชื่อว่าการมีทางเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรถที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของตนเองได้ดีที่สุด
สู้ศึกค่ายจีน ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพและบริการ
การเข้ามาของค่ายรถจีนในตลาดไทยด้วยราคาที่แข่งขันได้และเทคโนโลยี EV ที่ทันสมัย ทำให้โตโยต้าต้องปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม โดยเน้นจุดแข็งด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และเครือข่ายบริการที่ครบครัน
นายศุภกรกล่าวทิ้งท้ายว่า “Yaris Ativ Hybrid เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Toyota ในฐานะผู้นำตลาด Eco Car และ Hybrid ในไทย พร้อมต่อยอดด้วย bZ4X และ EV รุ่นใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในด้านความประหยัด ความคุ้มค่า และบริการหลังการขายที่ครบวงจร”
มองอนาคต การแข่งขันจะทวีความรุนแรง
การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นในตลาดยานยนต์ไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม EV และ Hybrid ที่คาดว่าจะมีผู้เล่นใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นอีก
โตโยต้าพร้อมรับมือกับความท้าทายนี้ด้วยประสบการณ์กว่า 6 ทศวรรษในตลาดไทย ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Hybrid และเครือข่าย Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับคู่แข่งในยุคใหม่
การเดินหน้ากลยุทธ์ “Multi-pathway” ของโตโยต้าจึงไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อแนวโน้มตลาด แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการแข่งขันในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ลูกค้าไทยมีทางเลือกที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนत์สีเขียว