ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยืนคำพิพากษายกฟ้อง “จตุรงค์ จงอาษา” ในคดีหมิ่นประมาท “หลวงพี่น้ำฝน” กรณีวิจารณ์พิธี “ลงนะหน้าทอง” ชี้เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาที่สร้างความสนใจอย่างมากในวงการศาสนาและสังคมไทย โดยศาลได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้องนายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการด้านศาสนาและอดีตพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง ในคดีที่ถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาทและดูหมิ่นด้วยการโฆษณา กรณีที่ได้เข้าร่วมรายการโทรทัศน์ “โหนกระแส” เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการทำพิธี “ลงนะหน้าทอง” ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพี่น้ำฝน” เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

คำพิพากษาครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ทางศาสนา โดยเฉพาะในยุคที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามต่อบทบาทและการปฏิบัติของพระสงฆ์ในหลายประเด็น ศาลได้วินิจฉัยว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของจำเลยเป็นการ “ติชมด้วยความเป็นธรรม” ที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย และเป็นสิทธิที่นักวิชาการด้านศาสนาสามารถกระทำได้

ที่มาของคดีและข้อกล่าวหา

คดีนี้มีต้นเหตุมาจากการที่พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (คมน์กฤตย์ กิตติจิตโต) หรือหลวงพี่น้ำฝน ในฐานะเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ได้ยื่นฟ้องนายจตุรงค์ จงอาษา พร้อมด้วยบุคคลอื่นอีก 9 ราย รวมเป็น 10 ราย ในข้อหาหมิ่นประมาทและดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ต่อศาลจังหวัดนครปฐม

ตามฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2566 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 10 รายได้ร่วมกันดูหมิ่นและหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์โดยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 (ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายจตุรงค์ จงอาษา) ได้เข้าร่วมรายการโทรทัศน์ “โหนกระแส” ซึ่งเป็นรายการที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 HD และสามารถรับชมผ่านระบบออนไลน์ได้ ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถรับชมได้อย่างกว้างขวาง

ในรายการดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้พูดคุยและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำพิธี “ลงนะหน้าทอง” ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่หลวงพี่น้ำฝนได้ทำและเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ โดยมีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พิธีกรรมดังกล่าวในหลายมิติ ทั้งด้านหลักธรรมทางพุทธศาสนา ความถูกต้องตามพระไตรปิฎก และความเหมาะสมของการประกอบพิธีกรรมดังกล่าว

บริบทของพิธี “ลงนะหน้าทอง” และกระแสสังคม

พิธี “ลงนะหน้าทอง” เป็นพิธีกรรมที่สร้างความถกเถียงในสังคมไทยอย่างมาก เนื่องจากเป็นพิธีที่มีรูปแบบแปลกใหม่ และมีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะผ่านสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผ่านสื่อออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งทำให้เกิดการพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและนักวิชาการด้านศาสนาจำนวนมาก

หลวงพี่น้ำฝนได้แสดงออกในที่สาธารณะและผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับพิธีกรรมนี้ ทำให้เกิดกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ความเหมาะสมของพิธีกรรม และความสอดคล้องกับพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นพระคัมภีร์หลักของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท

รายการ “โหนกระแส” ในฐานะรายการที่นำเสนอประเด็นทางสังคมและศาสนา จึงได้เชิญนายจตุรงค์ จงอาษา ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านศาสนาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องพระพุทธศาสนา และเคยเป็นพระสงฆ์มาก่อน มาร่วมให้ข้อมูลและวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าว เพื่อนำเสนอมุมมองที่หลากหลายให้กับผู้ชมได้รับทราบ

ประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดี

ในการพิจารณาคดี ศาลได้รับฟังพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย โดยมีพยานที่สำคัญคือนายสุ. และนายศุภ. ซึ่งเป็นบุคคลที่มาให้ข้อมูลในคดี ทั้งสองได้ตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 2 ในประเด็นสำคัญว่า “พระไตรปิฎกไม่มีการกล่าวถึงการลงนะหน้าทอง” ซึ่งข้อมูลนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณา

คำให้การของพยานดังกล่าวทำให้ศาลเห็นว่า พุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นพุทธบริษัททั้งสี่ มีสิทธิที่จะสงสัยในการทำพิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงพิธีกรรมนี้ การที่มีพิธีกรรมที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์หลักแต่มีการนำมาประกอบและเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ จึงเป็นเรื่องที่สมควรได้รับการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์

นอกจากนี้ ศาลยังได้พิจารณาบริบทของการกระทำของจำเลย โดยเห็นว่า เนื่องจากโจทก์เองได้แสดงออกในที่สาธารณะและสื่อมวลชนจนเป็นกระแสสังคม โจทก์จึงต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในสังคมประชาธิปไตยที่บุคคลสาธารณะหรือบุคคลที่แสดงออกในที่สาธารณะจะต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าบุคคลทั่วไป

การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีการวินิจฉัยที่ชัดเจนและมีเหตุผล โดยศาลเห็นว่าการที่รายการโหนกระแสได้นำเสนอประเด็นนี้ออกมาตีแผ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ชมผู้รับฟังได้รู้ในแง่มุมที่หลากหลาย และเป็นเรื่องที่วิญญูชนทั่วไปสามารถรับรู้และพิจารณาได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นเจตนาที่ดีของรายการโทรทัศน์ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

ศาลได้ให้น้ำหนักกับคุณสมบัติของผู้ให้สัมภาษณ์ โดยระบุว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นนักวิจารณ์และนักวิชาการด้านศาสนาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ จึงมีความชอบธรรมที่จะให้สัมภาษณ์ในรายการดังกล่าว การที่บุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านพุทธศาสนามาให้ข้อมูลและวิเคราะห์ประเด็นทางศาสนา ถือเป็นการนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือให้กับสาธารณชน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาคือ ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสอง “ไม่มีเจตนาใส่ความทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง” แต่เป็นการ “ติชมด้วยความเป็นธรรม” ซึ่งเป็นการกระทำที่อยู่ในวิสัยที่จำเลยชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(3)

มาตรา 329(3) ของประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้ว่า การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจเกี่ยวกับความประพฤติของบุคคลใดในกิจการของรัฐหรือในกิจการอันเกี่ยวกับสาธารณะ หรือเกี่ยวกับความประพฤติของบุคคลใดในฐานะข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการหรือในฐานะสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือสภาท้องที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีความผิด

ศาลเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของจำเลยเป็นไปในลักษณะของการติชมด้วยความเป็นธรรม มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีการอ้างอิงหลักการทางพุทธศาสนาและพระไตรปิฎก และไม่ได้มีการใส่ร้ายป่ายสีหรือทำให้โจทก์เสียหายโดยไม่มีมูลความจริง การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวจึงอยู่ในกรอบของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง

การถอนฟ้องของจำเลยรายอื่น

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในคดีนี้คือ ในจำนวนจำเลยทั้ง 10 ราย โจทก์ได้ทำการถอนฟ้องจำเลยไปเกือบทั้งหมดแล้ว โดยเหลือเพียงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 (ซึ่งนายจตุรงค์ จงอาษาเป็นหนึ่งในนั้น) ที่ยังคงต่อสู้คดีจนถึงที่สุด

การถอนฟ้องของจำเลยรายอื่นๆ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการประนีประนอมกัน การที่โจทก์เห็นว่าจำเลยบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องน้อย หรือเหตุผลอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การที่นายจตุรงค์ จงอาษาและจำเลยอีกหนึ่งรายยืนหยัดต่อสู้คดีจนถึงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

ในวันอ่านคำพิพากษา โจทก์มิได้มาฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง ซึ่งอาจตีความได้หลายนัย แต่สิ่งที่ชัดเจนคือศาลได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งหมายความว่าทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีความเห็นตรงกันว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์กล่าวหา

มุมมองของทนายจำเลยและนัยต่อสังคม

ทนายเป้ง อรรณพ ทนายความของจำเลย ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ท่านระบุว่า หลายปีมานี้พระสงฆ์ถูกสังคมวิจารณ์ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพุทธพาณิชย์ การประกอบกิจกรรมนอกกิจของสงฆ์ การสอนคำสอนที่นอกเหนือจากหลักธรรมคำสอนดั้งเดิม และประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย

ท่านชี้ให้เห็นว่า แทนที่พระสงฆ์จะทบทวนและปวารณาตนเอง แก้ไขข้อบกพร่องตามที่สังคมได้ตั้งข้อสังเกต กลับใช้กฎหมายทางโลกในการฟ้องร้องผู้วิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดและน่ากังวล เพราะพระสงฆ์ควรเป็นผู้ที่มีความอดทน มีสติปัญญา และเปิดรับการวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์

ทนายเป้งระบุต่อไปว่า สำหรับคดีทางศาสนาที่ถูกฟ้องมา จำเลยพร้อมที่จะต่อสู้ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และข้อธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของสาธารณะและมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

บทเรียนและนัยสำคัญของคดี

คดีนี้มีบทเรียนและนัยสำคัญหลายประการต่อสังคมไทย ดังนี้

ประการแรก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิจารณ์ คำพิพากษาครั้งนี้ยืนยันถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางศาสนาซึ่งมีผลกระทบต่อสังคม ศาลให้น้ำหนักกับการติชมด้วยความเป็นธรรมที่อ้างอิงข้อมูลและหลักการที่ถูกต้อง มากกว่าการมองว่าเป็นการหมิ่นประมาท

ประการที่สอง บทบาทของบุคคลสาธารณะ ศาลชี้ให้เห็นว่าเมื่อบุคคลใดแสดงออกในที่สาธารณะและสร้างกระแสสังคม บุคคลนั้นต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างกว้างขวางมากกว่าบุคคลทั่วไป นี่เป็นหลักการสำคัญที่ใช้ในสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก

ประการที่สาม ความสำคัญของคุณสมบัติผู้วิจารณ์ ศาลให้ความสำคัญกับการที่ผู้วิจารณ์เป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งทำให้การวิจารณ์นั้นมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากขึ้น การวิจารณ์ที่อิงบนความรู้ทางวิชาการและหลักฐานจึงได้รับการคุ้มครองมากกว่าการวิจารณ์ที่ไม่มีมูล

ประการที่สี่ บทบาทของสื่อมวลชน รายการโทรทัศน์ที่นำเสนอประเด็นในหลายมิติเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดี ศาลเห็นว่าการนำเสนอของรายการโหนกระแสมีเจตนาที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ประการที่ห้า ความท้าทายต่อพระสงฆ์ไทย คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่พระสงฆ์ไทยกำลังเผชิญในยุคปัจจุบัน ที่สังคมมีความรู้มากขึ้น กล้าตั้งคำถามมากขึ้น และคาดหวังให้พระสงฆ์ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนดั้งเดิม การใช้กฎหมายทางโลกเพื่อปิดกั้นการวิจารณ์อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

สถานการณ์ของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบัน

คดีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่กว้างขวางกว่า ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของสังคมไทยต่อพระสงฆ์และพุทธศาสนา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์หลายเรื่อง เช่น

พุทธพาณิชย์ การนำศาสนามาใช้ในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายของมงคล การขอบริจาคเงินจำนวนมาก การสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนไม่สอดคล้องกับหลักความพอประมาณ ล้วนเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม

นอกกิจของสงฆ์ พระสงฆ์บางรูปมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การเล่นสังคมออนไลน์มากเกินไป การแสดงความมั่งคั่งฟุ่มเฟือย การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ขัดกับจริยาวัตรของพระสงฆ์

คำสอนนอกหลักธรรม มีพระสงฆ์บางรูปสอนหลักธรรมที่แปลกใหม่หรือไม่สอดคล้องกับพระไตรปิฎก บางครั้งผสมผสานความเชื่อแบบไสยศาสตร์เข้าไป ซึ่งทำให้เกิดความสับสนและอาจทำให้ผู้ศรัทธาหลงผิด

สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อสังคมตั้งข้อสังเกตหรือวิจารณ์ประเด็นเหล่านี้ บางครั้งพระสงฆ์หรือสำนักของพระสงฆ์กลับเลือกที่จะใช้กฎหมายทางโลกในการฟ้องร้อง มากกว่าการทบทวนและแก้ไขตนเอง ซึ่งขัดกับหลักการของพระพุทธศาสนาที่สอนให้มีความอดทน รับฟังคำวิจารณ์ และปรับปรุงแก้ไขตนเอง

ทางออกและข้อเสนอแนะ

จากคดีนี้และสถานการณ์โดยรวมของพระสงฆ์ไทย มีข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณาหลายประการ

สำหรับพระสงฆ์ ควรเปิดใจรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์ นำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงตนเอง แทนที่จะใช้กฎหมายทางโลกปิดกั้นการวิจารณ์ การยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไขจะทำให้ได้รับความเคารพนับถือจากสังคมมากกว่า

สำหรับนักวิชาการและสื่อมวลชน ควรดำเนินการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีหลักการ อิงข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใส่ความหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง และมีเป้าหมายเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อทำลายล้าง

สำหรับสังคม ควรสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีวิจารณญาณในการรับข้อมูล ไม่เชื่อทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟัง และพยายามศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

สำหรับระบบกฎหมาย ควรสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลกับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการวิจารณ์บุคคลสาธารณะหรือประเด็นสาธารณะ ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองในวงกว้าง

คำพิพากษาในคดีนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าระบบยุติธรรมไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์ที่ติชมด้วยความเป็นธรรม มีหลักการ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง