เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวเมืองเพชรบุรีเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เมื่อนายทวีชัย หรือที่รู้จักกันในนาม “นิก” อายุ 31 ปี ได้บุกเข้าไปในบริเวณตลาดหนองบ้วย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และใช้อาวุธปืนยิงหญิงสาววัย 27 ปี ซึ่งเป็นอดีตแฟนสาวของเขา จนเสียชีวิตคาแผงขายผักกลางตลาด
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกลางวันแสกๆ ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่กำลังมาซื้อของในตลาด ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างตกใจและหนีกระเจิงไปตามทิศทาง บางรายบาดเจ็บจากการวิ่งหนี ทั้งหมดนี้สร้างความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกให้กับชุมชนเป็นอย่างมาก หลังจากก่อเหตุ นายทวีชัยได้หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที โดยใช้รถจักรยานยนต์หลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึง
การติดตามสืบสวนและได้รับพิกัดผู้ต้องหา
หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่ายางได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและเริ่มดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างเข้มข้น โดยได้ประสานงานกับหน่วยงานตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียงและชุดสืบสวนพิเศษเข้าร่วมดำเนินการ
ด้วยการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทางลับ ในที่สุดก็ได้รับข้อมูลที่มีน้ำหนักว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในพื้นที่ป่ายูคาลิปตัสในเขตตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลที่อ้างว่าได้พบเห็นนายทวีชัยในบริเวณดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่มีความเชื่อมั่นว่าผู้ต้องหาน่าจะหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่นี้จริง
ข้อมูลดังกล่าวตรงกับการสืบสวนทางลับที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ดำเนินการติดตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ได้วิเคราะห์เส้นทางการหลบหนี พฤติกรรม และความสัมพันธ์ของผู้ต้องหากับบุคคลในพื้นที่ต่างๆ จนสามารถจำกัดวงล้อมให้แคบลงได้
ระดมกำลังปิดล้อมค้นหาตัว
เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม 2568 พันตำรวจเอกชัชชน นราวุฒิพร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งรักษาการในตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรท่ายาง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย สถานีตำรวจภูธรท่ายาง สถานีตำรวจภูธรชะอำ สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี และตำรวจชุดสืบสวนภูธรภาค 7 รวมกำลังพลกว่า 50 นาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือ เดินทางเข้าสู่พื้นที่ป่ายูคาลิปตัสในตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
นอกจากกำลังพลตำรวจแล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้ประสานงานขอความร่วมมือจากองค์กรกู้ภัยในพื้นที่ โดยมีมูลนิธิกู้ภัยสว่างสรรเพชญธรรมสถาน จังหวัดเพชรบุรี และมูลนิธิกู้ภัยสว่างเมธี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่งเจ้าหน้าที่อาสาอีกกว่า 50 นาย พร้อมอุปกรณ์พิเศษ โดยเฉพาะรถฉายไฟส่องสว่างขนาดใหญ่ เพื่อช่วยในการปฏิบัติการในยามค่ำคืน รวมกำลังพลทั้งหมดที่เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้มีมากกว่า 100 นาย
ลักษณะพื้นที่และความท้าทายในการค้นหา
พื้นที่ที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจค้นในครั้งนี้เป็นพื้นที่ป่าผสมที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วยป่ายูคาลิปตัสที่ปลูกเป็นแนว ป่าละเมาะที่มีความหนาทึบ และสวนมะพร้าวที่สลับกันไป มีพื้นที่รวมกว้างประมาณ 18 ไร่ หรือราว 28,800 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่พอสมควร
ลักษณะของป่าในบริเวณนี้มีความซับซ้อนและมีจุดที่สามารถซ่อนตัวได้มากมาย ต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกแน่นทำให้การมองเห็นเป็นไปได้ยาก ส่วนป่าละเมาะที่มีพุ่มไม้หนาทึบยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการค้นหา นอกจากนี้ยังมีสวนมะพร้าวที่สลับกันอยู่ ทำให้พื้นที่มีความหลากหลายและซับซ้อน การค้นหาในพื้นที่ลักษณะนี้จึงต้องใช้กำลังพลจำนวนมากและต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากผู้ต้องหามีอาวุธปืนติดตัวและได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพร้อมที่จะใช้ความรุนแรง
อีกหนึ่งความท้าทายคือการปฏิบัติการในเวลากลางคืน แม้ว่าจะมีอุปกรณ์ฉายแสงสว่างช่วยเหลือ แต่ความมืดยังคงเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นและการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ ขณะที่ผู้ต้องหาซึ่งคุ้นเคยกับพื้นที่อาจมีความได้เปรียบในการหลบซ่อนและเคลื่อนที่
ยุทธวิธีการปฏิบัติการค้นหา
เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมปฏิบัติการได้วางแผนการค้นหาอย่างเป็นระบบและรอบคอบ โดยแบ่งการปฏิบัติการออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การค้นหาทางอากาศและการค้นหาภาคพื้นดิน
การค้นหาทางอากาศ
เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้ โดยใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่จากมุมสูง เพื่อสำรวจภาพรวมของพื้นที่และค้นหาร่องรอยที่น่าสงสัย นอกจากนี้ยังได้ใช้โดรนพิเศษที่มีเทคโนโลยีการตรวจจับความร้อน (Thermal Imaging) ซึ่งสามารถตรวจจับความร้อนจากร่างกายมนุษย์แม้ในความมืดหรือแม้ว่าจะมีพุ่มไม้กำบังก็ตาม เทคโนโลยีนี้เป็นประโยชน์อย่างมากในการค้นหาบุคคลที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ป่า โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่อุณหภูมิโดยรอบต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายมนุษย์อย่างชัดเจน
การใช้โดรนช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสำรวจพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุม โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายกับเจ้าหน้าที่ในช่วงแรกของการปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังช่วยในการวางแผนเส้นทางการเข้าค้นหาภาคพื้นดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปิดล้อมและกดดันภาคพื้นดิน
ในส่วนของการปฏิบัติการภาคพื้นดิน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอาวุธครบมือได้กระจายกำลังปิดล้อมพื้นที่เป้าหมายทั้ง 4 ด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาสามารถหลบหนีออกจากพื้นที่ได้ การปิดล้อมครั้งนี้ทำอย่างเข้มงวดและรัดกุม โดยจัดกำลังพลคอยเฝ้าระวังทุกทิศทางที่อาจเป็นเส้นทางหนี
เจ้าหน้าที่ได้ใช้ยุทธวิธีการกดดันด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ไฟฉายส่องสว่างเข้าไปในพื้นที่ป่า การใช้เสียงเรียกขานผ่านเครื่องขยายเสียง และการเคลื่อนที่เข้าใกล้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างแรงกดดันทางจิตใจและบีบให้ผู้ต้องหายอมจำนน
การเดินหน้ากระดานปูพรมค้นหา
เมื่อเวลาประมาณ 22.30 น. หลังจากที่ได้ปิดล้อมและกดดันมาระยะหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเริ่มทำการเดินหน้ากระดานปูพรมเข้าค้นหาในพื้นที่ การปฏิบัติการครั้งนี้ทำอย่างระมัดระวังและเป็นระบบ โดยเจ้าหน้าที่เดินเป็นแนวกวาดพื้นที่ไปทีละส่วน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีพื้นที่ส่วนใดที่ถูกมองข้าม
การค้นหาเป็นไปอย่างช้าๆ และระมัดระวัง เนื่องจากผู้ต้องหามีอาวุธปืนและอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เจ้าหน้าที่ทุกนายต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พื้นที่ป่าที่มืดและมีพุ่มไม้หนาทึบทำให้การเคลื่อนที่เป็นไปอย่างยากลำบาก แม้จะมีไฟฉายและอุปกรณ์ส่องสว่างช่วยเหลือก็ตาม
ผลของการปฏิบัติการ
หลังจากใช้ระยะเวลาเดินค้นหากว่า 1 ชั่วโมงเต็ม กวาดพื้นที่ไปทั่วทั้ง 18 ไร่อย่างละเอียด แต่กลับไม่พบร่องรอยของนายทวีชัย ผู้ต้องหาดังกล่าวแต่อย่างใด สถานการณ์ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องประเมินสถานการณ์ใหม่
เมื่อเวลา 00.15 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2568 พันตำรวจเอกชัชชน นราวุฒิพร ในฐานะผู้บังคับบัญชาการปฏิบัติการ จึงสั่งยกเลิกการปฏิบัติการค้นหาในครั้งนี้ชั่วคราว ทั้งนี้เนื่องจากหลายปัจจัย ได้แก่ ระยะเวลาที่ผ่านไปนานโดยไม่พบร่องรอย ความเหนื่อยล้าของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมาอย่างหนัก และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการปฏิบัติงานในเวลากลางดึกที่มืดมิด
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการปฏิบัติการในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่จะหยุดติดตามผู้ต้องหา แต่เป็นการชะลอเพื่อประเมินสถานการณ์ใหม่และวางแผนการปฏิบัติการครั้งต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คำยืนยันจากผู้บังคับการปฏิบัติการ
พันตำรวจเอกชัชชน นราวุฒิพร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีและแนวทางการติดตามผู้ต้องหาว่า คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด กำลังเร่งดำเนินการติดตามจับกุมผู้ต้องหาอย่างเต็มกำลังและถึงที่สุด
พันตำรวจเอกชัชชนเน้นย้ำว่า การปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือละเลย เพราะคดีนี้มีความสำคัญและสังคมให้ความสนใจอย่างมาก เจ้าหน้าที่มุ่งมั่นที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมและคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียหาย
นอกจากนี้ พันตำรวจเอกชัชชนยังได้เตือนอย่างชัดเจนว่า หากพบว่ามีบุคคลใดให้การช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือสนับสนุนผู้ก่อเหตุไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวอย่างถึงที่สุดเช่นกัน เพราะการให้ความช่วยเหลือผู้กระทำความผิดถือเป็นการขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายและเป็นความผิดทางอาญา
ขอความร่วมมือจากประชาชน
ในส่วนของการขอความร่วมมือจากประชาชน พันตำรวจเอกชัชชนได้กระตุ้นให้ประชาชนที่พบเห็นผู้ต้องหาหรือมีข้อมูลเบาะแสใดๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถแจ้งความไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีที่สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 191 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อไปยังสถานีตำรวจภูธรท่ายางโดยตรง
การให้ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุมผู้ต้องหา เพราะประชาชนในพื้นที่คือตาและหูที่สำคัญที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเก็บรักษาข้อมูลของผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นความลับอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เตือนประชาชนว่า หากพบเห็นผู้ต้องหาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือพยายามจับกุมด้วยตนเอง เนื่องจากผู้ต้องหามีอาวุธปืนและได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแล้ว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุดและปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนและมีอาวุธเข้าจัดการ
ภูมิหลังของคดีและความสัมพันธ์ของคู่กรณี
จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า นายทวีชัยและผู้เสียหายเคยมีความสัมพันธ์เป็นแฟนกันมาก่อน แต่ต่อมาได้เลิกราไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายทวีชัยจะยังไม่ยอมรับความจริงที่ว่าความสัมพันธ์ได้สิ้นสุดลง และมีพฤติกรรมคุกคามผู้เสียหายอยู่เป็นระยะๆ
แม้ว่าผู้เสียหายจะพยายามหลีกเลี่ยงและตัดขาดความสัมพันธ์อย่างชัดเจน แต่นายทวีชัยก็ยังคงติดตามและรบกวนอยู่เสมอ จนกระทั่งสุดท้ายได้บานปลายเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกลางตลาด ซึ่งสร้างความสูญเสียให้กับครอบครัวผู้เสียหายอย่างยิ่ง
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงจากคู่สัมพันธ์ที่เป็นปัญหาสังคมที่สำคัญ และเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไข
แนวทางการติดตามต่อไป
แม้ว่าการปฏิบัติการในคืนวันที่ 5 ตุลาคมจะไม่พบตัวผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนปฏิบัติการครั้งต่อไปโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติการครั้งนี้
เจ้าหน้าที่กำลังขยายขอบเขตการค้นหาไปยังพื้นที่ใกล้เคียง และติดตามเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ต้องหา เพื่อหาเบาะแสว่าผู้ต้องหาอาจหลบซ่อนอยู่ที่ใด หรืออาจได้รับความช่วยเหลือจากใครบ้าง นอกจากนี้ยังมีการติดตามข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์และการเคลื่อนไหวทางการเงินที่อาจเป็นเบาะแสนำไปสู่การจับกุมได้
ด้วยความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าจะสามารถนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษตามกฎหมายได้ในเวลาไม่นานนี้ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายและครอบครัว และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่ากฎหมายยังคงมีอำนาจและผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษตามสมควร
คดีนี้จึงยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยทุกฝ่ายต่างรอคอยที่จะเห็นความก้าวหน้าและการนำตัวผู้กระทำความผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นบทเรียนและเป็นการสกัดกั้นไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันขึ้นอีกในอนาคต