บุกจับเด็กชายวัย 14 ปี ข้อหาลวงเพื่อนหญิงไปล่วงละเมิดทางเพศ หลังหลบหนีนาน 2 เดือน

เมื่อเช้าวันที่ 21 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) นำโดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กองกำกับการสืบสวนสอบสวน (กก.ดส.) ได้แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามนโยบายเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวเด็กชายชื่อ “นนท์คลองสาม” อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ท้ายซอยคลองสาม จังหวัดสมุทรปราการ ตามหมายจับของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครนายก ที่ จ.4/2567 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “โดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล” และ “กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม”

ทีมสืบสวนใช้เวลานานกว่า 2 เดือนในการติดตาม

พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวน (สว.กก.ดส.) ผู้นำทีมในการสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหา เปิดเผยว่า หลังจากได้รับหมายจับ ทีมสืบสวนได้ดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีการจับกุมมาอาศัยอยู่บริเวณภายในซอยหมู่บ้านสหกรณ์ ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับข้อมูลว่าผู้ต้องหามักจะมารวมกลุ่มกับเพื่อนวัยรุ่นประมาณ 15 คน ในช่วงเวลากลางคืนที่บริเวณท้ายซอยคลองสาม ทีมสืบสวนจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจนกระทั่งสามารถพบตัวและจับกุมผู้ต้องหาได้สำเร็จ

รายละเอียดของคดีที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2567

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 เมื่อมารดาของผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรองครักษ์ ว่าบุตรสาวของตนได้ขับรถจักรยานยนต์หายออกจากบ้านเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น.

มารดาผู้เสียหายและสามีได้พยายามตามหาบุตรสาวในบริเวณละแวกที่อยู่อาศัย แต่ไม่พบ จึงได้ให้บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่กับย่าที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ช่วยตามหาที่บริเวณแถววัดต้นตาล ตำบลนครเนื่องเขต อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากบุตรสาวคนโตได้เข้าไปตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของผู้เสียหาย และพบว่ามีการติดต่อกับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง

จากข้อมูลในการสนทนา ทำให้ทราบว่าผู้เสียหายอาจอยู่แถวบริเวณวัดต้นตาล ครอบครัวของผู้เสียหายจึงได้เดินทางไปตามหาในบริเวณดังกล่าว แต่ก็ไม่พบตัวผู้เสียหาย จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรองครักษ์ เพื่อขอให้ช่วยตามหาผู้เสียหายและดำเนินคดีกับบุคคลที่พาผู้เสียหายไปจากความดูแลของผู้ปกครองตามกฎหมาย

ผู้ต้องหารับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ในการสอบสวนผู้ต้องหา “นนท์คลองสาม” ได้ให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่าตนได้รู้จักกับผู้เสียหายผ่านทางเฟซบุ๊ก และได้พูดคุยกันมาประมาณ 1 เดือนก่อนเกิดเหตุ

ในวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาได้ชักชวนผู้เสียหายมาเที่ยวห้างสรรพสินค้าในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้ล่อลวงผู้เสียหายไปยังบ้านเช่าของตน ซึ่งที่นั่นผู้ต้องหาได้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี จนสำเร็จความใคร่

เส้นทางการหลบหนีนาน 2 เดือน

ผู้ต้องหาเปิดเผยว่า หลังจากทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตามจับกุม ตนจึงได้หลบหนีออกจากจังหวัดฉะเชิงเทราทันที โดยได้เดินทางไปซ่อนตัวอยู่ที่จังหวัดน่านเป็นเวลา 2 เดือน

หลังจากนั้น ผู้ต้องหาได้ย้ายที่หลบซ่อนมาอยู่ในพื้นที่ซอยหมู่บ้านสหกรณ์ ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้ทำงานเป็นเด็กติดรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อเลี้ยงชีพ จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการสืบสวนสอบสวน (กก.ดส.) จับกุมได้ในที่สุด

ผลกระทบต่อเยาวชนในสังคมออนไลน์

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นกับเยาวชนในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย ความเสี่ยงจากการรู้จักกันผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน กลายเป็นช่องทางที่ผู้ไม่หวังดีสามารถหลอกลวงเหยื่อที่เป็นเด็กและเยาวชนได้ง่าย

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางออนไลน์แนะนำว่า ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการติดตามดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของบุตรหลาน รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการพบปะกับคนแปลกหน้าที่รู้จักผ่านโลกออนไลน์ การสื่อสารและสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ปกครองกับบุตรหลานจะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี

การดำเนินคดีตามกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการสืบสวนสอบสวน (กก.ดส.) ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งให้กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรองครักษ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเยาวชนที่มีอายุเพียง 14 ปี การดำเนินคดีจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีขั้นตอนและกระบวนการพิเศษที่แตกต่างจากการดำเนินคดีกับผู้ใหญ่ โดยมุ่งเน้นการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด มากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเพศในเด็กและเยาวชน

การจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ เป็นความสำเร็จของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายเร่งรัดติดตามจับกุมผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญในการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนในสังคมไทย

ทางด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นเด็กและเยาวชน ทั้งในด้านการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา การเยียวยาฟื้นฟูจิตใจ รวมถึงการสนับสนุนด้านสวัสดิการสังคมต่างๆ เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

สถิติอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กและเยาวชนในประเทศไทย

ข้อมูลสถิติจากศูนย์พิทักษ์เด็ก เยาวชน และสตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการล่อลวงเหยื่อ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ได้แก่ การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ การขาดทักษะในการป้องกันตนเอง และการไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเพียงพอจากครอบครัว

แนวทางการป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชนเสนอแนะแนวทางในการป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชน ดังนี้

  1. การให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้กับเด็กและเยาวชน
  2. การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว เพื่อให้มีบทบาทในการดูแลและให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่บุตรหลาน
  3. การส่งเสริมให้มีการรายงานและแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชน
  4. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำความผิด
  5. การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้เสียหายอย่างครบวงจร

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดี

ล่าสุด พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผู้กำกับการกองกำกับการสืบสวนสอบสวน (ผกก.ดส.) เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะมีการสอบสวนขยายผลเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นหรือไม่ และจะเร่งรัดการดำเนินคดีให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทางด้านศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครนายก ได้กำหนดวันนัดสอบสวนผู้ต้องหาและพิจารณาคดีในเบื้องต้น โดยจะมีการพิจารณาว่าจะใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาหรือไม่ เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเยาวชนที่มีอายุเพียง 14 ปี

บทสรุปและข้อเตือนใจ

กรณีการจับกุมเด็กชายวัย 14 ปี ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศต่อเพื่อนหญิงวัยเดียวกัน เป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเยาวชนมากขึ้น

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างระบบป้องกันและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และทักษะในการปกป้องตนเองให้กับเด็กและเยาวชน

คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ปกครองในการให้ความสำคัญกับการติดตามดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของบุตรหลาน และการสร้างความไว้วางใจและการสื่อสารที่ดีภายในครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีในสังคมออนไลน์