จิตวิทยาคนชอบ “แอบถ่ายใต้กระโปรง”: ทำไมบางคนถึงทำได้ลงคอ?

“แค่แอบถ่ายเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำอะไรหรอกนะ” – ประโยคนี้คุ้นหูไหม?

ในยุคที่มือถือกล้องคมชัดอยู่ในมือทุกคน พฤติกรรมที่เรียกว่า “Upskirting” หรือการแอบถ่ายใต้กระโปรงโดยไม่ได้รับอนุญาต กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายประเทศเริ่มตื่นตัว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ… ทำไมบางคนถึงมองว่าเรื่องนี้ “ไม่ได้ร้ายแรงอะไร” และทำไมบางคนถึงทำได้โดยไม่รู้สึกผิด?

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเดอร์บี ประเทศอังกฤษ เปิดเผยความจริงที่ว่า พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มันเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพมืด อายุ เพศ และทัศนคติของสังคมที่มีต่อเหยื่อ มากกว่าที่คุณคิด

งานวิจัยนี้ไม่ได้แค่ชี้นิ้วว่าใครผิดใครถูก แต่มันเปิดม่านให้เราเห็นกลไกทางจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมทางเพศรูปแบบใหม่นี้ พร้อมทั้งตอบคำถามว่า ทำไมบางคนถึง “โทษเหยื่อ” แทนที่จะโทษคนทำผิด


Table of Contents

เมื่อกล้องมือถือกลายเป็นอาวุธทางเพศ

ย้อนกลับไปสักสิบปีก่อน การถ่ายรูปใครสักคนต้องใช้กล้องที่มีขนาดใหญ่ เสียงชัตเตอร์ดัง และต้องล้างฟิล์ม แต่วันนี้? แค่เอามือถือหงายเข้าไปใต้บันได หรือแนบพื้นในรถไฟใต้ดิน ภายในไม่ถึง 3 วินาที ก็ได้ภาพแล้ว

Upskirting หรือ “การแอบถ่ายภาพส่วนลับ” ถูกกำหนดให้เป็นอาชญากรรมในอังกฤษและเวลส์อย่างเป็นทางการในปี 2019 ภายใต้พระราชบัญญัติ Voyeurism (Offences) Act แต่หลายประเทศทั่วโลกยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ บางแห่งถือว่าเป็นแค่ “การละเมิดความเป็นส่วนตัว” ไม่ใช่อาชญากรรมทางเพศ

และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา

เพราะเมื่อสังคมมองว่ามันไม่ “ร้ายแรง” คนที่ทำก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด คนที่เห็นก็ไม่คิดว่าต้องช่วยเหลือ และเหยื่อเองก็อาจถูกตั้งคำถามว่า “ทำไมถึงใส่กระโปรงสั้น?” หรือ “ทำไมไม่ระวังตัวให้มากกว่านี้?”


การทดลองที่เปิดเผยอคติของสังคม

ทีมนักจิตวิทยานำโดย ดีน ฟิโด (Dean Fido) จากมหาวิทยาลัยเดอร์บี ได้ทำการทดลองกับอาสาสมัคร 490 คนในสหราชอาณาจักร โดยให้พวกเขาอ่านสถานการณ์สมมติเรื่องหนึ่ง:

สปาแห่งหนึ่ง มีคนชื่อ “เทย์เลอร์” กำลังนอนพักผ่อนอยู่ริมสระว่ายน้ำ แล้วสังเกตเห็นอีกคนหนึ่งชื่อ “แอชลีย์” นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม เสื้อคลุมของแอชลีย์เผลอเปิดออก เผยให้เห็นอวัยวะเพศ เทย์เลอร์แอบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป แล้วเดินจากไป

นักวิจัยปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อยในแต่ละเวอร์ชัน:

  • บ้างแอชลีย์เป็นผู้หญิง บ้างเป็นผู้ชาย
  • บ้างแอชลีย์หน้าตาดี บ้างหน้าตาธรรมดา

แล้วถามผู้เข้าร่วมว่า:

  1. คุณคิดว่าแอชลีย์ควรถูกโทษแค่ไหน?
  2. คุณคิดว่าควรแจ้งตำรวจไหม?
  3. คุณคิดว่าแอชลีย์เจ็บปวดแค่ไหน?

ผลลัพธ์ที่ตกตะลึง: เพศและรูปลักษณ์มีผลต่อการตัดสิน

1. เมื่อเหยื่อเป็นผู้หญิง = โดนโทษน้อยกว่า

ผลการศึกษาพบว่า เมื่อ “แอชลีย์” ในเรื่องเป็นผู้หญิง ผู้เข้าร่วมการวิจัยมักจะ:

  • โทษเหยื่อน้อยกว่า
  • เห็นว่าควรให้ตำรวจเข้ามาจัดการ
  • เห็นว่าเหยื่อได้รับความเสียหายมากกว่า

แต่เมื่อเหยื่อเป็นผู้ชาย ผู้คนกลับมองว่า “ไม่ได้ร้ายแรงอะไร” บางคนถึงกับคิดว่า “ผู้ชายไม่น่าจะรู้สึกอะไรหรอก”

นี่คือมาตรฐานสองชั้นทางเพศ (Gender Double Standard) ที่ฝังลึกในสังคม เรามักคิดว่าความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องของ “ผู้หญิง” เท่านั้น ทำให้การล่วงละเมิดผู้ชายถูกมองข้ามหรือถูกเยาะเย้ยว่า “โชคดีนี่” หรือ “ทำไมไม่ชอบล่ะ”

2. ผู้ชายหน้าหล่อ = โดนมองว่า “ไม่น่าจะเจ็บ”

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเหยื่อเป็นผู้ชายที่หน้าตาดี ผู้คนจะมองว่าเขาได้รับความเสียหายน้อยที่สุด

นักวิจัยอธิบายว่า มันเป็นอคติที่ซ่อนอยู่ (Implicit Bias) ที่ทำให้เราคิดว่า ผู้ชายหน้าหล่อน่าจะ “ชินกับความสนใจทางเพศ” หรือ “ควรรู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำ” ทั้งที่ความจริง มันคือการล่วงละเมิดเหมือนกัน

ส่วนเหยื่อที่เป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะหน้าตาสวยหรือไม่ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินมากนัก ซึ่งขัดกับงานวิจัยเก่าๆ ที่เคยพบว่า ผู้หญิงหน้าสวยมักถูกโทษมากกว่าในคคดีความรุนแรงทางเพศ


ช่วงอายุคือตัวทำนายสำคัญ: คนแก่โทษเหยื่อมากกว่า

หนึ่งในผลการวิจัยที่น่าตกใจที่สุดคือ อายุของผู้ตัดสิน

ผู้เข้าร่วมที่อายุมากกว่ามักจะ:

  • โทษเหยื่อมากกว่า
  • มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอาชญากรรมร้ายแรง
  • คิดว่าเหยื่อไม่ได้เจ็บปวดขนาดนั้น

ตรงกันข้ามกับคนรุ่นใหม่ที่มองว่าการถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดร้ายแรง

นักวิจัยวิเคราะห์ว่า ความแตกต่างนี้อาจมาจากความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี

คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รู้ดีว่าภาพดิจิทัลไม่มีวันหายไปจริงๆ มันสามารถถูกแชร์ต่อ ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และสร้างบาดแผลทางใจที่ติดตัวไปตลอดชีวิต

ส่วนคนรุ่นเก่าอาจมองว่า “ถ่ายรูปเฉยๆ ไม่ได้แตะต้องตัว ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร” เพราะพวกเขาอาจไม่เข้าใจถึงความถาวรและการแพร่กระจายของข้อมูลดิจิทัล


ใครมีแนวโน้มที่จะทำ? บุคลิกภาพมืดคือคำตอบ

นอกจากการถามว่าผู้คนตัดสินเหยื่ออย่างไร นักวิจัยยังถามคำถามที่หนักหน่วงกว่านั้น:

“ถ้าคุณมั่นใจว่าจะไม่ถูกจับ คุณจะถ่ายรูปคนที่น่าสนใจโดยไม่บอกเขาไหม?”

คำถามนี้วัดสิ่งที่เรียกว่า “ความโน้มเอียงในการกระทำผิด” (Proclivity) และเพื่อทำความเข้าใจว่าใครจะตอบว่า “ใช่” นักวิจัยจึงวัดบุคลิกภาพของผู้เข้าร่วมด้วยแบบทดสอบที่เรียกว่า “Dark Tetrad” หรือ บุคลิกภาพมืดทั้งสี่

Dark Tetrad คืออะไร?

  1. Narcissism (ลักษณะหลงตัวเอง): คิดว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น มีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้
  2. Machiavellianism (ลักษณะจอมยุทธ์): ชอบควบคุมและหลอกลวงคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง
  3. Psychopathy (ลักษณะไร้ความเห็นอกเห็นใจ): ขาดความสามารถในการเอาใจใส่ผู้อื่น ทำตามใจตัวเองโดยไม่คิดถึงผลกระทบ
  4. Sadism (ลักษณะซาดิสต์): รู้สึกพอใจหรือสนุกกับการทำร้ายหรือทำให้คนอื่นทุกข์ทรมาน

ผลลัพธ์ที่พบ:

  • ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะบอกว่าพวกเขา “อาจจะทำ” มากกว่าผู้หญิง
  • คนที่เคยมีพฤติกรรมแอบดู (Voyeurism) มาก่อน เช่น แอบดูคนอื่นแต่งตัว มีโอกาสสูงที่จะทำ Upskirting
  • คนที่มีคะแนน Psychopathy สูง มีโอกาสทำมากที่สุด

นักวิจัยอธิบายว่า การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นพฤติกรรมที่ต้องฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ทางสังคมและละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพื่อความพึงพอใจชั่วขณะ โดยไม่สนใจว่าเหยื่อจะรู้สึกอย่างไร

นี่คือลักษณะหลักของความไร้ความเห็นอกเห็นใจ (Lack of Empathy) ที่เป็นแกนกลางของ Psychopathy

นอกจากนี้ยังพบว่า คนที่อายุมากกว่าก็มีแนวโน้มที่จะบอกว่าตัวเองอาจทำมากกว่าคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าพวกเขามองว่าเรื่องนี้ไม่ได้ร้ายแรง


ความเชื่อในความยุติธรรมโลก: ดาบสองคม

นักวิจัยยังวัดอีกอย่างหนึ่งคือ “ความเชื่อในความยุติธรรมของโลก” (Belief in a Just World) ซึ่งหมายถึงความเชื่อที่ว่า “คนดีได้ดี คนชั่วได้ชั่ว”

ในงานวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศหลายชิ้น ความเชื่อนี้มักทำให้คนโทษเหยื่อ เพราะพวกเขาคิดว่า “ถ้าเขาถูกทำร้าย แสดงว่าเขาต้องทำอะไรผิดพลาดแน่ๆ”

แต่ในงานวิจัยนี้กลับพบว่า คนที่เชื่อในความยุติธรรมของโลกสูงกลับมีแนวโน้มที่จะทำผิดน้อยกว่า

นักวิจัยตีความว่า สำหรับอาชญากรรมประเภทนี้ ความเชื่อในความถูกต้องทางศีลธรรมอาจทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้ง ไม่ให้คนทำผิด แม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยป้องกันการโทษเหยื่อเสมอไป


ข้อจำกัดของงานวิจัยที่ควรรู้

แม้งานวิจัยนี้จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรคำนึงถึง:

  1. กลุ่มตัวอย่างมาจากสหราชอาณาจักรเท่านั้น ผลลัพธ์อาจสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมและกฎหมายของประเทศนั้นเป็นหลัก ประเทศอื่นอาจมีทัศนคติที่แตกต่างออกไป
  2. ใช้สถานการณ์เดียว (ที่สปา) ในชีวิตจริง Upskirting มักเกิดในที่สาธารณะ เช่น รถไฟใต้ดิน บันไดเลื่อน ซึ่งบริบทอาจส่งผลต่อการตัดสินของผู้คน
  3. การวัดความโน้มเอียงอาศัยคำบอกเล่าของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้คนตอบต่ำกว่าความจริง เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี แต่นักวิจัยออกแบบแบบสอบถามให้เป็นแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อให้ผู้ตอบรู้สึกปลอดภัยที่จะตอบความจริง
  4. การวิจัยนี้แสดงความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผล เราบอกได้แค่ว่าสองสิ่งเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่สามารถยืนยันว่าสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้

ทำไมงานวิจัยนี้สำคัญ?

1. ผลกระทบต่อระบบกฎหมายและการพิจารณาคดี

การที่คนแก่มักจะโทษเหยื่อและมองว่าเรื่องนี้ไม่ร้ายแรง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคัดเลือกลูกขุนและการฝึกอบรมผู้พิพากษา

ถ้าลูกขุนหรือผู้พิพากษามีอคติโดยไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมนี้เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย มันอาจส่งผลต่อคำพิพากษาและโทษที่ผู้กระทำผิดได้รับ

2. เปิดทางสู่การบำบัดที่ตรงจุดมากขึ้น

ความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างพฤติกรรมแอบดู (Voyeurism) และการแอบถ่ายใต้กระโปรงเปิดโอกาสให้นักจิตวิทยาและนักบำบัดสามารถออกแบบการรักษาที่ตรงจุด

นักบำบัดที่ทำงานกับผู้กระทำผิดในคดีประเภทนี้อาจมุ่งเน้นไปที่:

  • การแก้ไขแรงกระตุ้นในการแอบดู
  • การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจที่ขาดหายไปในคนที่มีลักษณะ Psychopathy สูง
  • การรักษา Upskirting ไม่ใช่แค่ “การละเมิดความเป็นส่วนตัว” แต่เป็นความผิดปกติทางจิตในกลุ่ม Voyeuristic Disorder

3. สร้างความตระหนักรู้ในสังคม

การเข้าใจว่าทำไมบางคนถึงทำได้ และทำไมสังคมถึงมองข้ามจะช่วยให้เราสามารถ:

  • สร้างแคมเปญรณรงค์ที่ตรงจุดมากขึ้น
  • ปรับเปลี่ยนกฎหมายให้รับมือกับอาชญากรรมดิจิทัลได้ดีขึ้น
  • ลดการโทษเหยื่อและเพิ่มการสนับสนุนผู้ที่ถูกกระทำ

สิ่งที่คุณทำได้ตั้งแต่วันนี้

แม้ว่าคุณจะไม่ใช่ผู้พิพากษา นักบำบัด หรือนักกฎหมาย แต่คุณก็มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม

1. อย่ามองข้ามเมื่อเห็นเหตุการณ์น่าสงสัย

ถ้าคุณเห็นใครทำท่าทางแปลกๆ เช่น ถือมือถือเข้าไปใกล้คนอื่นในลักษณะที่ไม่เหมาะสม อย่ากลัวที่จะเตือนหรือรายงานต่อเจ้าหน้าที่

2. อย่าโทษเหยื่อ

ถ้ามีคนเล่าให้คุณฟังว่าถูกแอบถ่าย อย่าถามว่า “ทำไมถึงใส่กระโปรงสั้น?” หรือ “ทำไมไม่ระวังตัว?”

คำถามเหล่านี้ฟังดูเหมือนเป็นคำแนะนำ แต่จริงๆ แล้วมันคือการโยนความผิดไปที่คนที่ถูกทำร้าย

3. รู้ว่ามันคืออาชญากรรม ไม่ใช่แค่ความผิดพลาด

ถึงแม้กฎหมายในบางประเทศจะยังไม่ชัดเจน แต่การถ่ายรูปคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตคือการละเมิดร้ายแรง

มันไม่ใช่แค่ “เล่นๆ” หรือ “แค่ภาพเดียว” มันคือการทำลายความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีของอีกคน

4. ติดตามบทบาทของเทคโนโลยี

ในยุคที่ AI สามารถปลอมแปลงภาพได้สมจริงขึ้นทุกวัน ภัยคุกคามจากภาพที่ถูกแอบถ่ายไม่ได้หยุดแค่ “ความอับอาย” แต่อาจลุกลามไปสู่การแบล็กเมล์ การข่มขู่ หรือการสร้างภาพลามกปลอม (Deepfake Pornography)

เราทุกคนต้องตระหนักว่าเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่ากฎหมายมาก การรับรู้และการตื่นตัวของสังคมจึงเป็นเกราะชั้นแรกในการป้องกัน


ข้อคิดท้ายบทความ: ภาพหนึ่งภาพอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้

หลายคนอาจคิดว่า “แค่รูปหนึ่งรูป ทำไมต้องทำเรื่องใหญ่?” แต่ลองนึกภาพว่า…

ถ้าคนที่ถูกถ่ายคือคุณ
ถ้าภาพนั้นถูกแชร์ในกลุ่มลับหลายพันคน
ถ้าคุณต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่าใครสักคนกำลังมองคุณอยู่

มันจะยัง “ไม่ได้ร้ายแรง” อยู่ไหม?

งานวิจัยนี้บอกเราว่า พฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม มันเกิดจากบุคลิกภาพเฉพาะ อคติทางสังคม และการขาดการรับรู้ถึงความร้ายแรง

การเปลี่ยนแปลงสังคมเริ่มต้นจากการเข้าใจ และเมื่อเราเข้าใจแล้ว เราก็สามารถเลือกที่จะยืนเคียงข้างเหยื่อ ไม่ใช่เงียบเฉย

เพราะในโลกที่ทุกคนถือกล้องอยู่ในมือ สิ่งที่เราต้องถือไว้แน่นกว่านั้นคือความเคารพและความรับผิดชอบ