“พิชชี่” แจงดราม่า “ไข่เจียวปู 4,000 บาท” ร้านเจ๊ไฝ เผยเป็นเมนู VVIP ไม่ได้แจ้งก่อน – ยันไม่ติดใจราคาแต่ควรแจ้งก่อน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ยูทูบเบอร์ชื่อดัง “พิชชี่” ได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ “ไข่เจียวปู 4,000 บาท” ที่ร้านเจ๊ไฝ ผ่านแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง และมีการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์เริ่มต้นจากการไปรับประทานอาหารกับรุ่นพี่ ตามที่ “พิชชี่” ได้อธิบายไว้ในโพสต์ชี้แจง เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อเธอได้รับเชิญจากรุ่นพี่ชาวไทยให้ไปรับประทานอาหารที่ร้านเจ๊ไฝ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ร่วมรับประทานอาหารทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย รุ่นพี่ชาวไทย “พิชชี่” และ “มาร์ทา” ในวันนั้น รุ่นพี่ซึ่งเป็นลูกค้าประจำของร้านได้เป็นผู้สั่งอาหารทั้งหมด โดยสั่งอาหาร 4 รายการหลัก ได้แก่ ไข่เจียวปู, ราดหน้าหมู, ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่, ข้าวผัดหมู พร้อมเครื่องดื่มเบียร์และน้ำเปล่า ขณะรออาหาร ทั้งสามคนได้มีการพูดคุยและดูเมนูร่วมกัน โดยมีการกล่าวถึงราคาอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ซึ่งรุ่นพี่เล่าว่าสมัยก่อนราคาอาหารอยู่ในหลักร้อย แต่ปัจจุบันราคาไข่เจียวปูในเมนูระบุไว้ที่ 1,500 บาท ความประหลาดใจเมื่อได้รับบิลเก็บเงิน เมื่อถึงเวลาชำระเงิน ทางร้านได้นำบิลมาให้ โดยราคารวมทั้งหมดอยู่ที่ 7,750 บาท … Read more

ปวีณาหงสกุลนำทีมช่วยเด็ก 7 คน หลังพบคลิปเด็กชาย 7ขวบ สูบกัญชา – พ่อติดยาเสพติดไม่ให้ลูกเรียน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นางปวีณา หงสกุล ในฐานะผู้ที่ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ ได้นำทีมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย พันตำรวจเอก ถิรเดช จันทร์ลาด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรลำลูกกา, นายสมชาย ตรีณาวงษ์ นายอำเภอลำลูกกา, ดร.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นางดุสิตา เชาวน์เลิศ จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี, นางสาวอารีรัตน์ นฤดมพงศ์ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ, นางสาวสุภชา พรหมศร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี และนายเดชา ห้องแซง เจ้าหน้าที่ศูนย์ความปลอดภัย การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การช่วยเหลือเด็กเหล่านี้เป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด สภาพพื้นที่และสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก จุดเกิดเหตุเป็นบ้านสังกะสีที่ปลูกอยู่ริมคลอง โดยมีลักษณะเป็นบ้านที่ปลูกติดกัน 3 หลัง แยกเป็น 3 ห้อง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน พื้นที่ดังกล่วาเป็นเพิงพักหลังคาสังกะสี ตั้งอยู่ชายคลองในพื้นที่รุกล้ำลำน้ำ สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดความปลอดภัยและการดูแลที่เหมาะสม ในขณะที่เจ้าหน้าที่เดินทางถึงพื้นที่ พบว่าเด็กบางส่วนเดินทางไปโรงเรียนแล้ว … Read more

รวบตัวได้แล้ว โจรชุดไรเดอร์ปล้นร้านทองในห้างสมุทรปราการ หลังใช้แผนหลบหนีที่ซับซ้อน ทั้งการขับรถจักรยานยนต์ทิ้งลงคลอง และใช้เรือเป็นยานพาหนะหลบหนี

เหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ร้านทองเยาวราช กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้ประตูทางเข้าชั้น 1 ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง สาขาบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ คนร้ายที่สวมชุดไรเดอร์บุกเดี่ยวเข้าไปในร้านทอง โดยใช้ปืนเป็นอาวุธขู่เข็ญและจี้ชิงทองรูปพรรณได้ไปกว่า 123 บาท มีมูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท ก่อนที่จะหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว การดำเนินการปล้นครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่รอบคอบของผู้ก่อเหตุ ซึ่งเลือกเป้าหมายเป็นร้านทองที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถหลบหนีได้สะดวก และใช้เวลาในการก่อเหตุไม่นาน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม การสืบสวนและการติดตาม หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงานได้เข้าร่วมในการสืบสวนและติดตามผู้ต้องหา ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนภูธรภาค 1, ฝ่ายสืบสวนจังหวัดสมุทรปราการ และฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรบางบ่อ การสืบสวนเริ่มต้นจากการรวบรวมหลักฐานจากจุดเกิดเหตุ การตรวจสอบกล้องวงจรปิด และการสอบสวนพยานที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางการหลบหนีของผู้ต้องหาได้อย่างละเอียด ข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนเผยให้เห็นว่าผู้ต้องหาใช้วิธีการหลบหนีที่ไม่ธรรมดา โดยไม่ได้หลบหนีทางถนนตามปกติ แต่เลือกใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก ซึ่งทำให้การติดตามมีความยากลำบากเพิ่มขึ้น การจับกุมและการค้นหาหลักฐาน ความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสามหน่วยงานร่วมกันนำหมายศาลจังหวัดสมุทรปราการเข้าตรวจค้นที่อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น หมู่ที่ 1 ถนนรัตนราช … Read more

“หนิง-มะตูม” ลุกฟาดแทน! ดราม่าแซะ “อั้ม พัชราภา” รวยแล้วเปิดตลาดทำไม หรือไม่มีงานแล้ว?

ความเป็นไปในวงการบันเทิงไทยครั้งล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ เมื่อซุปตาร์ตัวแม่ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ได้เปิดตัวธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ “ตลาด Aum Aum” ที่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ แต่กลับเจอกับดราม่าจากชาวเน็ตที่เข้ามาวิจารณ์ถึงเหตุผลในการทำธุรกิจนี้ ทำให้เพื่อนสนิทอย่าง หนิง ปณิตา และ ดีเจมะตูม ต้องออกมาให้การต่อสู้และแก้ต่างแทนอย่างจริงจัง จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่ออั้ม พัชราภา ได้เปิดตัวโครงการตลาดใหม่ที่เป็นการรวมตัวของร้านอาหารและสินค้าคุณภาพจากเพื่อนดาราและพ่อค้าแม่ขายต่างๆ มากมาย ภายในงานมีการจัดบูธขายของที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารท้องถิ่น ขนมหวาน ไปจนถึงสินค้าแฟชั่น โดยมีดาราและนักแสดงชื่อดังหลายคนมาร่วมออกบูธด้วย ตลาด Aum Aum นี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในช่วงแรก ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋าเงิน แต่ไม่นานหลังจากนั้น ก็เริ่มมีชาวเน็ตบางกลุ่มเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทางลบ โดยตั้งคำถามถึงเหตุผลที่อั้ม พัชราภา ซึ่งเป็นดาราที่มีฐานะการเงินมั่นคง จะต้องมาทำธุรกิจขายของในห้างสรรพสินค้า คอมเมนต์ที่จุดชนวนที่ทำให้เกิดดราม่าครั้งนี้คือ “รวยแล้วก็ มาเปิดตลาดอีกเหรอคะ เป็นดารารวยมีบ้านเป็นเป็นร้อย ๆ ล้าน” และ “สงสัยดาราไม่มีงานแล้วค่ะมาขายของในห้าง” ซึ่งข้อความเหล่านี้ได้รับการแชร์และมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อเนื่องมากมาย ดีเจมะตูม ออกโรงแก้ต่างอย่างยาวเหยียด ในฐานะเพื่อนสนิทที่ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ ดีเจมะตูม ได้ออกมาโพสต์ข้อความแก้ต่างให้อั้ม พัชราภา อย่างละเอียดและมีเหตุผล … Read more

คลาวเดีย จักรพันธุ์ เปิดใจสู้คดีหย่า นักธุรกิจพม่า พร้อมฟ้องมือที่สามทำลายรัก 17 ปี

คลาวเดียเปิดเผยว่าความสัมพันธ์กับสามีนักธุรกิจชาวพม่าของเธอมีมานานถึง 17 ปี โดยทั้งคู่อยู่ด้วยกันก่อนที่จะแต่งงานอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดที่สุดคือเวลาที่ใช้ร่วมกันมานาน และความทรงจำดีๆ ที่สร้างขึ้นมาตลอดเกือบสองทศวรรษ “ความสัมพันธ์กับสามีเกือบ 2 ทศวรรษ อยู่กันก่อนแต่ง นับถึงตอนนี้กำลังจะ 17 ปี หนักตรงเวลาที่ใช้ร่วมกันมา” คลาวเดียกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า ขณะเดียวกันเธอก็เผยว่าตนไม่ได้โกรธใครแล้ว และได้ให้อภัยทุกคนแล้ว โดยสวดมนต์และอโหสิกรรมให้ทุกวัน ความจริงที่เก็บซ่อนไว้นาน เหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของคลาวเดียพลิกผันอย่างสิ้นเชิงเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2567 เมื่อเธอได้ค้นพบความจริงที่สามีมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่สาม เรื่องราวนี้ทำให้เธอต้องเผชิญกับความทรมานทางจิตใจอย่างหนัก จนกระทั่งน้ำหนักลดลงไป 6 กิโลกรัม และต้องพึ่งพายานอนหลับ “คลาวเดียรู้มานาน ถามแล้ว 5 รอบ ไม่ได้คำตอบ” เธอเล่าถึงความพยายามในการสื่อสารกับสามี แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม ทำให้ในที่สุดเธอต้องตัดสินใจขอความเป็นธรรมจากศาล ความทรมานของคลาวเดียในช่วงปีที่แล้วรุนแรงมาก เธอเผยว่า “ตอนนั้นสองฝ่ายเขาไม่รู้ว่าคลาวเดียรู้ ตอนนี้คิดว่าสองฝ่ายรู้แล้วน่าจะทุกข์ใจแล้ว อยากให้จบ จะได้แยกย้ายกันไป” เปรียบเทียบกับการหย่าครั้งก่อน คลาวเดียเปรียบเทียบสถานการณ์ครั้งนี้กับการหย่าครั้งก่อนกับสามีคนแรก พี่แป๋ม อรรคพร วิจิตรานนท์ ซึ่งมีสาเหตุจากการเข้ากันไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องมือที่สาม การหย่าครั้งนั้นจบลงด้วยความสงบและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามีเก่าได้ช่วยเหลือในการดาวน์คอนโดให้ด้วย และเธอก็ขายแหวนแต่งงานได้ “แต่อันนี้เราพยายามพูดมา เกิดความไม่เข้าใจ” เธออธิบายความแตกต่างระหว่างการหย่าทั้งสองครั้ง … Read more

ธ.ก.ส. เปิดตัวสินเชื่อใหม่ สนับสนุนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน รับเงินทุน 1 แสนบาท ดอกเบี้ยเพียง 9.25% ต่อปี

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกาศเปิดตัวโครงการสินเชื่อใหม่ “คนเก่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคีเครือข่าย” มอบสิทธิพิเศษให้ผู้นำชุมชนระดับตำบลและหมู่บ้าน ได้รับเงินทุนสูงสุด 100,000 บาท เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับครอบครัว พร้อมอัตราดอกเบี้ยในระดับที่เข้าถึงได้ โครงการสินเชื่อเพื่อผู้นำชุมชน ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือที่รู้จักกันในนาม ธ.ก.ส. ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดของโครงการสินเชื่อใหม่ล่าสุด ภายใต้ชื่อ “สินเชื่อ คนเก่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคีเครือข่าย” ซึ่งถือเป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้นำชุมชนในระดับตำบลและหมู่บ้าน โครงการนี้มุ่งเน้นการสนับสนุนให้ผู้นำท้องถิ่นสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขเหมาะสม เพื่อนำไปใช้ในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนบุคคล การอุปโภคบริโภคประจำวัน หรือการจัดหาสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับรากหญ้า นายสมชาย วงศ์ประสิทธิ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธ.ก.ส. กล่าวว่า “โครงการสินเชื่อนี้เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความสำคัญของผู้นำชุมชนที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างทุ่มเท แต่บางครั้งต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินส่วนตัว เราจึงต้องการสร้างโอกาสให้พวกเขาได้มีแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต” รายละเอียดวงเงินและกลุ่มเป้าหมาย โครงการสินเชื่อ “คนเก่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคีเครือข่าย” แบ่งกลุ่มผู้มีสิทธิออกเป็น 2 ประเภทหลัก โดยมีวงเงินกู้ที่แตกต่างกันตามตำแหน่งและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มที่ 1: กำนันและผู้ใหญ่บ้าน กำนันและผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้นำชุมชนระดับต้นสามารถขอสินเชื่อได้สูงสุด 100,000 บาท … Read more

ปฏิวัติเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า: จีนเปิดศักราชใหม่ด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ใน 3 นาที ท้าชิงตลาดการชาร์จแบบดั้งเดิม

ยุคสมัยของการรอชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นชั่วโมงอาจจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้ เมื่อประเทศจีนกำลังผลักดันนวัตกรรมใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงวงการยานยนต์ไฟฟ้าไปตลอดกาล นั่นคือระบบ “การสลับแบตเตอรี่” ที่ใช้เวลาเพียง 3 นาที แทนการชาร์จแบบดั้งเดิม ซึ่งแม้จะพัฒนาจนชาร์จเร็วได้ถึง 5 นาที แต่ยังไม่สามารถเทียบได้กับความรวดเร็วของการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทั้งก้อน ความก้าวหน้านี้ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงวิถีการเดินทางของผู้คนทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิง บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก และ Nio สตาร์ตอัปรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดัง กำลังลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อสร้างเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่กว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศจีน มีเป้าหมายที่จะแทนที่ระบบปั๊มชาร์จแบบเดิมๆ และอาจขยายไปสู่ตลาดโลกในอนาคต วิวัฒนาการจากการชาร์จสู่การสลับ: เมื่อ 3 นาทีเร็วกว่า 5 นาที การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในอดีตที่ไม่ไกลนัก ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าต้องทนรอการชาร์จแบตเตอรี่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งแม้จะประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงมากกว่ารถใช้น้ำมัน แต่ความไม่สะดวกในการชาร์จกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคลังเลในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีการชาร์จเร็วได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเวลาชาร์จหลายชั่วโมงลดลงเหลือภายใน 1 ชั่วโมง และล่าสุด CATL ได้ประกาศแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่สามารถชาร์จเต็มภายใน 5 นาที พร้อมระยะทางวิ่งได้ไกลถึง 520 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการแข่งขันเทคโนโลยี เพราะ Nio … Read more

กรมที่ดินชี้แจงชัด ใครมีสิทธิรับมรดกที่ดินเมื่อเจ้าของเสียชีวิตโดยไม่ทำพินัยกรรม

ปัญหาการรับมรดกที่ดินเมื่อเจ้าของเสียชีวิตโดยไม่มีพินัยกรรม เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความไม่เข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดก ทำให้เกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งภายในครอบครัว บางกรณีต้องฟ้องร้องกันถึงศาล ส่งผลให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างมาก กรมที่ดินในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจัดการที่ดินของประเทศ จึงได้ออกมาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม หลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นตัวกำหนด ตามที่กรมที่ดินได้ชี้แจง เมื่อเจ้าของที่ดินเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ การรับมรดกจะเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติเรื่องทายาทโดยธรรมไว้อย่างชัดเจน โดยทายาทโดยธรรมคือบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิรับมรดกโดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมีการระบุชื่อในพินัยกรรม หลักการสำคัญของกฎหมายนี้คือ ทายาทในลำดับก่อนหน้าจะมีสิทธิตัดทายาทในลำดับถัดไป ยกเว้นกรณีพิเศษที่ผู้สืบสันดานและบิดามารดายังคงมีสิทธิรับมรดกร่วมกันได้ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่สำคัญที่หลายคนอาจไม่ทราบ 6 ลำดับทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย กรมที่ดินได้แจกแจงลำดับทายาทโดยธรรมทั้ง 6 ลำดับออกมาอย่างชัดเจน ดังนี้ ลำดับที่ 1 – ผู้สืบสันดาน ลำดับแรกคือผู้สืบสันดาน ซึ่งหมายรวมถึงบุตร หลาน และเหลน ทั้งบุตรธรรมดาและบุตรบุญธรรมที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย ผู้สืบสันดานในลำดับนี้จะได้รับสิทธิในการรับมรดกเป็นอันดับแรก และหากมีผู้สืบสันดานอยู่ ทายาทในลำดับอื่นจะไม่สามารถรับมรดกได้ ยกเว้นบิดามารดาของผู้ตายที่ยังคงมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย การแบ่งสัดส่วนมรดกในหมู่ผู้สืบสันดานจะแบ่งเท่าๆ กัน เช่น หากมีบุตร 3 คน ก็จะได้รับมรดกคนละ 1 ใน 3 ส่วน แต่หากบุตรคนใดเสียชีวิตก่อนผู้ตาย ลูกของบุตรคนนั้น (หลานของผู้ตาย) จะมาแทนที่ในสิทธิของบิดามารดา … Read more

กองทัพไทยยืนยันความพร้อมสูงสุด หากเกิดการปะทะไทย-กัมพูชาอีกครั้ง “บิ๊กกุ้ง” เตรียมเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ขณะที่กองทัพไทยรักษากำลังทหารเต็มพิกัดเพื่อเตรียมรับมือทุกสถานการณ์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหารที่มีชื่อเสียงด้านการรายงานข่าวทหาร ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านรายการ “เรื่องใหญ่ LiveTalk” โดยเน้นยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะบานปลายจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ช่องอานม้า ความขัดแย้งที่ช่องอานม้า: มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญทางทหาร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ช่องอานม้าเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทหารกัมพูชาได้แสดงความไม่พอใจต่อการที่ทหารไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เข้าไปในพื้นที่ โดยอ้างว่าไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า ได้สร้างความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในบริเวณชายแดนที่อ่อนไหวนี้ นายวาสนา นาน่วม ได้ชี้แจงรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “ตอนที่กัมพูชาพาคณะผู้สังเกตการณ์ฯ มาลงพื้นที่ช่องอานม้า ก็ไม่ได้แจ้งฝ่ายไทยเช่นกัน แต่ทหารไทยเข้าไปยืนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย แต่ไม่ได้โวยวาย ยืนนิ่งเป็นสุภาพบุรุษ” การเปรียบเทียบพฤติกรรมของทหารทั้งสองฝ่ายในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในแนวทางการจัดการกับความขัดแย้ง โดยฝ่ายไทยแสดงออกด้วยความสุภาพและรักษาระเบียบวินัย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชากลับมีการแสดงออกที่รุนแรงกว่า การวิเคราะห์สถานการณ์ 50-50: ระหว่างการเจรจาและการปะทะ ประเด็นสำคัญที่นายวาสนา นาน่วม ได้อธิบายคือการที่แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในระดับ 50-50 ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสเท่าๆ กันที่สถานการณ์จะไปในทิศทางของการเจรจาหรือการปะทะกัน การประเมินนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัด “50-50 คือโอกาสที่จะเจรจากันก็มี และโอกาสที่จะปะทะกันก็มี” นายวาสนา นาน่วม อธิบาย โดยเน้นว่าแม้สถานการณ์จะไม่แน่นอน แต่ฝ่ายไทยได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น … Read more

Ford ลงทุนมหาศาล 2,000 ล้านดอลลาร์ ปฏิวัติกระบวนการผลิต ทิ้งสายพานแบบดั้งเดิม ปั้น “Assembly Tree” เพื่อสู้ศึกรถยนต์ไฟฟ้าจีน

ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกันอย่าง Ford Motor Company กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของบริษัทไปตลอดกาล ด้วยการลงทุนมหาศาลเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อปฏิวัติกระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยการทิ้งระบบ “สายพาน” ที่เป็นมรดกของเฮนรี ฟอร์ด มานานกว่าศตวรรษ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ “Assembly Tree” ที่ล้ำสมัยกว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน ที่สามารถผลิตรถยนต์ในต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ Ford จำเป็นต้องหาทางออกใหม่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความท้าทายจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน ปัจจุบัน Ford กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ร้ายแรงจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ที่สามารถนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้สูง ซึ่งในตลาดโลกนั้น รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมีราคาเริ่มต้นเพียง 500,000 – 700,000 บาทเท่านั้น ในขณะที่รถยนต์ของ Ford มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 1.5 – 2 ล้านบาท ความแตกต่างด้านราคาที่มากถึงสองเท่านี้ ทำให้ Ford เสียเปรียบในการแข่งขันอย่างมาก จิม ฟาร์ลีย์ (Jim Farley) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ford ได้ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “นี่คือความได้เปรียบที่ไม่อาจมองข้าม” และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัทจำเป็นต้อง “เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” … Read more