เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 20.16 น. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุร้ายแรงจากพื้นที่ซอยบุญสัมพันธ์ 14 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ว่ามีผู้หญิงถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีด ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณลำคอ
หลังจากได้รับแจ้งเหตุ ทีมอาสาสมัครกู้ภัยพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรบางละมุง ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ความช่วยเหลือและตรวจสอบสถานการณ์ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นกลางชุมชน ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงตกใจและรู้สึกไม่ปลอดภัย
สถานที่เกิดเหตุและสภาพผู้ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นเพิงพักอาศัยชั่วคราว มุงหลังคาด้วยสังกะสี บริเวณด้านหน้าบ้านพบผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต่อมาทราบชื่อว่า นางสาวิตรี วิลเลียมส์ อายุ 56 ปี นอนอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัส ได้รับบาดแผลจากอาวุธมีดปาดเข้าที่บริเวณลำคอด้านขวา
แผลที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นแผลเหวอะหวะ กว้างประมาณ 1 นิ้ว ตำแหน่งของบาดแผลอยู่ห่างจากลูกกระเดือกไม่ถึง 2 เซนติเมตร ถือว่าเป็นตำแหน่งที่อันตรายมาก หากมีดปาดลึกลงไปอีกเล็กน้อยอาจถึงแก่ชีวิตได้ เลือดไหลออกมาจำนวนมาก เปื้อนเต็มร่างกายของผู้เสียหาย
ทีมกู้ภัยที่เดินทางมาถึงจึงรีบเข้าทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำการห้ามเลือด และพยายามทำให้สภาพทั่วไปของผู้ได้รับบาดเจ็บคงที่ ก่อนที่จะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาต่อ สภาพของผู้เสียหายในขณะนั้นถือว่าวิกฤตและต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
ผู้ต้องหาไม่หลบหนี อยู่ในอาการเมาสุรา
สิ่งที่น่าสังเกตในคดีนี้คือ ผู้ก่อเหทุไม่ได้พยายามหลบหนีจากที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ยังคงอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุในขณะที่เจ้าหน้าที่มาถึง ผู้ต้องหาคือ นายสมชาติ ทองประดิษฐ์ อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นสามีของผู้ได้รับบาดเจ็บ อยู่ในอาการเมาเหล้าอย่างหนัก สติไม่ค่อยครบถ้วน
นายสมชาติได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนำเจ้าหน้าที่ไปยึดอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งเป็นมีดปลายแหลม ความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีดที่ใช้ในการก่อเหตุถูกนำไปเป็นของกลางในคดี เพื่อใช้ประกอบการสอบสวนต่อไป
การที่ผู้ต้องหายังคงอยู่ในที่เกิดเหตุและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากการวางแผนล่วงหน้า แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ท่ามกลางอาการมึนเมาจากแอลกอฮอล์
คำให้การของผู้เสียหาย เปิดเผยประวัติการถูกทำร้าย
นางสาวิตรี วิลเลียมส์ ผู้เสียหาย ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังได้รับการรักษาจนอาการคงที่ โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตนเองได้อยู่ร่วมกันกับนายสมชาติมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปีแล้ว ทั้งสองมีความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยา
ก่อนเกิดเหตุในคืนนั้น นางสาวิตรีกับสามีกำลังนั่งดื่มเบียร์ร่วมกันอย่างปกติ บรรยากาศในช่วงแรกยังเป็นไปอย่างสันทนาการ แต่เมื่อนายสมชาติเริ่มเมามากขึ้น อาการของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมีอาการหงุดหงิด พูดจาโวยวาย มีท่าทีก้าวร้าว
จากนั้นสถานการณ์ก็บานปลายอย่างรวดเร็ว นายสมชาติได้ใช้มือตบเข้าที่ใบหน้าของนางสาวิตรีอย่างแรง เมื่อนายกิตติศักด์ ศรีอุบล ซึ่งเป็นลูกชายแท้ๆ ของนางสาวิตรี อายุ 27 ปี เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงพยายามเข้ามาช่วยเหลือแม่ โดยพยายามผลักนายสมชาติซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของตนออกไป
เมื่อนายสมชาติเห็นว่าถูกผลัก และรู้สึกว่าอาจจะถูกทำร้าย จึงได้ไปคว้ามีดที่อยู่บริเวณใกล้เคียง และพยายามจะแทงใส่ลูกเลี้ยง นางสาวิตรีซึ่งเป็นแม่ เห็นว่าลูกชายจะตกอยู่ในอันตราย จึงรีบเข้าไปขวางและพยายามหยุดยั้ง แต่ด้วยความรวดเร็วและอาการมึนเมาของนายสมชาติ มีดที่เขาถือไว้ได้ปาดเข้าที่ลำคอของนางสาวิตรี ทำให้เกิดบาดแผลสาหัสดังที่กล่าว
เมื่อนายกิตติศักด์เห็นว่าแม่ของตนถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ด้วยความโกรธและตกใจ เขาจึงกระโดดเข้าไปต่อยพ่อเลี้ยงอีกครั้ง ก่อนที่จะมีคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเข้ามาห้ามปราม หลังจากนั้นนายกิตติศักด์ได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น
นางสาวิตรีได้ให้การเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตนเองทนไม่ไหวอีกต่อไป และได้ตัดสินใจที่จะดำเนินคดีกับสามีอย่างถึงที่สุด โดยไม่มีการถอนฟ้อง เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองถูกทำร้ายร่างกายโดยสามีอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่นายสมชาติดื่มเหล้าจนเมา เขามักจะมีพฤติกรรมรุนแรง ใช้กำลังทำร้ายตนเองอย่างไร้ความปราณี
การเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้เห็นภาพของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่สะสมมานาน และเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุดจบของความอดทนของผู้เสียหาย
คำให้การของผู้ต้องหา อ้างไม่ได้เจตนา
ฝ่ายผู้ต้องหา นายสมชาติ ทองประดิษฐ์ ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ก่อเหตุจริง และมีดที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นของตนเอง แต่ได้ให้การว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะปาดคอภรรยา
นายสมชาติอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองถูกลูกเลี้ยงคือนายกิตติศักด์ต่อย ทำให้รู้สึกถูกคุกคาม จึงคว้ามีดขึ้นมาเพื่อป้องกันตัว ในขณะที่เหวี่ยงมือไปมาเพื่อขู่ มีดได้พลาดไปโดนลำคอของภรรยา จนทำให้เกิดบาดแผลสาหัสดังกล่าว
ผู้ต้องหาระบุว่า ตนเองไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายภรรยาถึงขั้นเอาชีวิตไป เพียงแต่ต้องการป้องกันตัวเองจากการถูกทำร้ายจากลูกเลี้ยง และยินดีที่จะรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนตลอด
อย่างไรก็ตาม คำให้การของผู้ต้องหามีความขัดแย้งกับคำให้การของผู้เสียหายและพยาน ซึ่งระบุว่าผู้ต้องหาเป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรงก่อน โดยการตบผู้เสียหาย และลูกชายจึงเข้ามาช่วยเหลือแม่ หลังจากนั้นผู้ต้องหาจึงได้คว้ามีด
คำให้การของพยาน ลูกชายเผยความรู้สึกและประวัติความรุนแรง
ทีมข่าวได้ติดตามและสัมภาษณ์นายกิตติศักด์ ศรีอุบล หรือชื่อเล่นว่า แม็ก ลูกชายของผู้เสียหาย ซึ่งขณะนี้ได้ไปหลบภัยอยู่ที่บ้านของเพื่อน เนื่องจากกลัวว่าตนเองอาจจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หากยังคงอยู่ในบริเวณเดียวกับพ่อเลี้ยง
นายกิตติศักด์ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองได้ยินเสียงพ่อเลี้ยงกับแม่มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง เมื่อออกไปดู เห็นว่าแม่ถูกตบ ตนเองจึงรีบเข้าไปผลักพ่อเลี้ยงออก เพื่อหยุดการทำร้าย หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที ก็เห็นแม่เดินออกมาพร้อมกับร้องไห้ บริเวณลำคอมีแผลเลือดไหลออกมามาก
ด้วยความตกใจและโกรธแค้น นายกิตติศักด์จึงกระโดดเข้าไปต่อยพ่อเลี้ยงอีกครั้ง ก่อนที่จะมีคนเข้ามาห้ามปราม ตนเองยอมรับว่าในขณะนั้นเกือบจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ รู้สึกโกรธมากที่พ่อเลี้ยงทำให้แม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ด้วยความกลัวว่าเหตุการณ์จะบานปลายและอาจเกิดอันตรายมากขึ้น จึงตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปสงบสติอารมณ์ที่บ้านเพื่อน
นายกิตติศักด์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาตนเองทนพฤติกรรมของพ่อเลี้ยงไม่ไหวแล้ว เพราะทุกครั้งที่พ่อเลี้ยงดื่มเหล้าจนเมา มักจะมีพฤติกรรมรุนแรง ทำร้ายแม่อย่างสม่ำเสมอ ตนเองพยายามจะเข้าไปห้ามปรามหลายครั้ง แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น และครั้งนี้เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุด
จากคำให้การของนายกิตติศักด์ ทำให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานานและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงในครั้งนี้
การดำเนินการของเจ้าหน้าที่
หลังจากเก็บรวบรวมพยานหลักฐานและรับฟังคำให้การจากทุกฝ่ายแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรบางละมุงได้ควบคุมตัวนายสมชาติ ทองประดิษฐ์ ผู้ต้องหา ไปยังโรงพักสถานีตำรวจภูธรหนองปรือ เพื่อให้สงบสติอารมณ์จากอาการมึนเมาก่อน และรอการดำเนินคดีต่อไป
อาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุได้ถูกยึดไว้เป็นของกลางในคดี เพื่อนำไปตรวจสอบหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น ลายนิ้วมือ คราบเลือด และหลักฐานอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องรอให้ผู้เสียหายมาแจ้งความเอาผิดกับผู้ต้องหาอย่างเป็นทางการ หลังจากที่อาการของผู้เสียหายคงที่และสามารถเดินทางมาแจ้งความได้ ซึ่งนางสาวิตรีได้ยืนยันแล้วว่าจะดำเนินคดีถึงที่สุด ไม่มีการถอนฟ้อง
ผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหาพยายามฆ่า หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการว่าเจตนาของผู้ต้องหาในขณะก่อเหตุเป็นอย่างไร
หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีเจตนาฆ่า จะต้องรับโทษตามกฎหมายอาญามาตรา 288 คือ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต แต่หากศาลเห็นว่าเป็นเพียงการทำร้ายร่างกาย จะต้องรับโทษตามกฎหมายอาญามาตรา 297 คือ จำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่สะท้อนจากคดี
คดีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย การใช้แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรง เมื่อผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมา มักจะขาดการควบคุมอารมณ์ มีพฤติกรรมก้าวร้าว และอาจใช้ความรุนแรงต่อคนในครอบครัว
จากคำให้การของผู้เสียหายและลูกชาย แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การที่ผู้เสียหายอดทนมาตลอดโดยไม่แจ้งความหรือขอความช่วยเหลือ อาจเป็นเพราะกลัวการตอบโต้ หรือหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หรืออาจมีความผูกพันทางอารมณ์กับผู้ก่อเหตุ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิตไว้ได้ จึงทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจที่จะดำเนินคดีถึงที่สุด เพื่อปกป้องตนเองและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและการขอความช่วยเหลือ
สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สามารถขอความช่วยเหลือได้จากหลายหน่วยงาน เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคมของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โทร 1300 หรือมูลนิธิเพื่อนหญิง โทร 02-513-1001 หรือสายด่วนสตรีและครอบครัว โทร 1134
กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ได้ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ถูกทำร้ายในครอบครัว โดยสามารถขอคำสั่งคุ้มครองจากศาล เพื่อห้ามผู้กระทำความรุนแรงเข้าใกล้หรือติดต่อ และหากมีการฝ่าฝืนคำสั่งศาล ผู้กระทำความรุนแรงจะต้องรับโทษทางอาญา
การแจ้งความและดำเนินคดีทางกฎหมายเป็นสิทธิของผู้เสียหาย และเป็นวิธีการหนึ่งในการปกป้องตนเอง รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้กระทำความรุนแรงทราบว่าการกระทำของตนไม่สามารถยอมรับได้และจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
สรุปและข้อคิด
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคม แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการดื่มแอลกอฮอล์และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว การที่มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวแต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่อาจย้อนกลับได้
ผู้ที่ประสบปัญหาควรแสวงหาความช่วยเหลือโดยเร็ว ไม่ควรอดทนหรือปล่อยให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น การขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของตนเอง
สำหรับคดีนี้ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้เสียหายได้รับการรักษาจนอาการคงที่แล้ว และพร้อมที่จะดำเนินคดีกับสามีถึงที่สุด ส่วนผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการควบคุมตัวและรอการดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าในเร็ววันนี้เมื่อผู้เสียหายมาแจ้งความอย่างเป็นทางการ
คดีนี้จะเป็นแบบอย่างและเตือนใจให้กับผู้ที่มีพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัวว่า การกระทำเช่นนั้นไม่สามารถยอมรับได้ และจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ประสบปัญหาว่า มีหน่วยงานและกฎหมายที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองอยู่เสมอ