จังหวัดนครราชสีมา – บรรยากาศเศร้าสลดปกคลุมบริเวณฝายตานูน บ้านด่านกรงกราง ตำบลโนนไทย อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 หลังจากทีมกู้ภัยค้นพบศพชายหนุ่มวัย 24 ปี ที่สูญหายไประหว่างออกไปตกปลาตามลำพัง จมหมุนวนอยู่ในร่องหลุมใต้น้ำห่างจากหน้าฝายประมาณ 50 เมตร ท่ามกลางน้ำตาของบิดามารดาที่โผเข้ากอดร่างลูกชายอย่างสุดเศร้า
เหตุการณ์นี้เป็นกรณีจมน้ำเสียชีวิตรายที่ 3 ในจุดเดียวกัน สะท้อนความเสี่ยงอันตรายของแหล่งน้ำธรรมชาติในช่วงฤดูฝน และเป็นบทเรียนเตือนใจให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้แหล่งน้ำ
ออกตกปลาตามปกติ แต่กลับไม่เคยกลับบ้าน
นายดนุพร คูณขุนทด อายุ 24 ปี อาศัยอยู่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลโนนไทย อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เป็นชายหนุ่มที่มีงานอาชีพประจำและมีความชื่นชอบในการตกปลา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมากมาย เขามักจะนำเบ็ดรอกออกไปหาตกปลาตามแหล่งน้ำต่างๆ ในพื้นที่เป็นประจำ
ในวันที่ 5 ตุลาคม 2568 นายดนุพรได้ออกจากบ้านไปยังฝายตานูน บ้านด่านกรงกราง ซึ่งเป็นจุดที่เขาคุ้นเคยและเคยมาตกปลาบ่อยครั้ง การเดินทางครั้งนี้เป็นไปตามปกติในช่วงเย็น ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้ปลาสดกลับไปประกอบอาหารให้ครอบครัว แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงค่ำคืน นายดนุพรกลับไม่เห็นกลับบ้านตามปกติ
ครอบครัวและญาติพี่น้องเริ่มเกิดความวิตกกังวล เนื่องจากปกติแล้วหากออกไปตกปลา นายดนุพรจะกลับบ้านก่อนมืด หรือหากจะกลับช้าก็จะโทรศัพท์แจ้งให้ทราบล่วงหน้า แต่คืนนั้นไม่มีการติดต่อใดๆ เลย จึงทำให้ญาติๆ ตัดสินใจออกไปตระเวนตามหาตามจุดต่างๆ ที่คาดว่าเขาอาจจะไปตกปลา
พบรองเท้าและเบ็ดตกปลาริมฝาย แต่ไม่พบตัวเจ้าของ
เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ญาติและชาวบ้านที่ออกมาช่วยค้นหาได้มาถึงบริเวณฝายตานูน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่นายดนุพรมักจะมาตกปลา พวกเขาได้พบรองเท้าแตะคู่หนึ่งและชุดเบ็ดตกปลาวางอยู่บนฝั่งริมฝาย แต่ไม่พบตัวของนายดนุพรเลย
การค้นพบนี้ทำให้ทุกคนเริ่มคาดการณ์ถึงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น จากสภาพของสิ่งของที่พบและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ญาติๆ คาดว่านายดนุพรน่าจะพยายามล้างมือหรือล้างเท้าที่ริมฝาย ซึ่งในขณะนั้นระดับน้ำสูงและมีกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวมาก อาจเกิดการลื่นไถลตกลงไปในน้ำ และด้วยกระแสน้ำที่แรง ทำให้เขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จนถูกน้ำพัดลอยออกไปและจมหายไปกับกระแสน้ำ
ญาติๆ รีบโทรศัพท์แจ้งเหตุไปยังหน่วยกู้ภัย ฮุก 31 โคราช จุดโนนไทย เพื่อขอความช่วยเหลือในการค้นหา ทันทีที่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่กู้ภัยก็เดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุพร้อมอุปกรณ์ค้นหาและกู้ภัย
ระดมกำลังค้นหาข้ามคืน แต่ยังไม่พบตัว
หน่วยกู้ภัยฮุก 31 โคราช จุดโนนไทย เริ่มปฏิบัติการค้นหาทันทีที่มาถึงจุดเกิดเหตุ โดยใช้ไฟฉายส่องและอุปกรณ์ช่วยค้นหาตามบริเวณโดยรอบฝายตานูน แต่ด้วยความมืดของท้องฟ้ายามค่ำคืน กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว และความลึกของน้ำที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ทำให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก
การค้นหาดำเนินไปจนถึงเวลา 22.00 น. แต่ยังไม่พบร่างของนายดนุพร เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจประสานขอความช่วยเหลือจากทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยติดต่อไปยังทีมมนุษย์กบ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจกู้ภัยใต้น้ำ ฮุก 31 โคราช ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความชำนาญในการดำน้ำและค้นหาผู้สูญหายใต้น้ำโดยเฉพาะ
ทีมมนุษย์กบเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุประมาณเวลา 23.00 น. และเริ่มปฏิบัติการดำน้ำค้นหาทันที แม้จะเป็นเวลากลางคืนและมีอุปสรรคมากมาย แต่ทีมก็ไม่ย่อท้อ พวกเขาใช้ไฟใต้น้ำและอุปกรณ์พิเศษในการสำรวจใต้ผิวน้ำ ค้นหาอย่างพิถีพิถันในทุกจุดที่คาดว่าร่างอาจจะถูกพัดไปอยู่
การค้นหาดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 01.30 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2568 แต่ยังคงไม่พบร่างของผู้สูญหาย ด้วยสภาพอากาศที่มืดมิด น้ำที่ไหลเชี่ยว และความเหนื่อยล้าของนักดำน้ำ ทีมจึงตัดสินใจยุติการค้นหาใต้น้ำเป็นการชั่วคราว เพื่อรอให้สว่างขึ้นและสภาพอากาศเหมาะสมกว่า จึงจะกลับมาค้นหาอีกครั้ง
ใช้โดรนสำรวจพื้นที่ พบภูมิประเทศซับซ้อนและอันตราย
เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ทีมมนุษย์กบฮุก 31 กลับมาเริ่มปฏิบัติการค้นหาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขานำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการค้นหา โดยใช้โดรนบินสำรวจทางอากาศเพื่อดูภาพรวมของสภาพพื้นที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจภูมิประเทศและกระแสน้ำได้ดีขึ้น
จากการสำรวจด้วยโดรนพบว่า คลองสวาย ซึ่งเป็นคลองที่ฝายตานูนสร้างขวางอยู่นั้น มีความกว้างมากกว่า 50 เมตร ความลึกประมาณ 4-6 เมตร และมีความยาวหลายกิโลเมตร ลักษณะของคลองเป็นแบบคดเคี้ยวลัดเลาะไปตามผืนนากว้าง คลองสวายนี้เป็นคลองสาขาที่รับน้ำส่วนหนึ่งมาจากลำเชียงไกรและลำบริบูรณ์ ก่อนที่มวลน้ำทั้งหมดจะไหลไปยังพื้นที่อำเภอโนนสูง และไปลงสู่ลำน้ำมูลที่อำเภอพิมายในที่สุด
ส่วนฝายตานูน ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เป็นฝายน้ำล้นที่สร้างขึ้นเพื่อขวางคลองสวาย มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ชะลอน้ำในช่วงฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นระดับน้ำในคลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฝนตกหนักในช่วงก่อนหน้า ทำให้กระแสน้ำไหลเชี่ยวและมวลน้ำสูงจนล้นฝาย
ที่น่าสนใจคือ หลังจากน้ำล้นฝายแล้ว กระแสน้ำจะไหลแยกไปตามแนวคลองทั้งด้านซ้ายและขวา ลักษณะเป็นทางแยกสามแพร่ง ซึ่งทำให้การคาดการณ์ว่าร่างของผู้สูญหายจะถูกพัดไปอยู่จุดใดเป็นไปได้ยาก
พบศพหมุนวนในร่องหลุมใต้น้ำ บิดามารดาสลดใจ
จากข้อมูลที่ได้จากการสำรวจด้วยโดรนและประสบการณ์ของทีมงาน ทีมมนุษย์กบจึงวางแผนการดำน้ำค้นหาตามพิกัดที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางครอบครัว ญาติพี่น้อง และชาวบ้านจำนวนมากที่มารอคอยและให้กำลังใจในการค้นหา บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวัง ทุกคนต่างก็คอยจับตาดูการดำเนินการของทีมกู้ภัย
เวลาผ่านไปจนถึง 11.30 น. ทีมมนุษย์กบได้พบร่างของนายดนุพร ซึ่งจมหมุนวนอยู่ในร่องหลุมใต้น้ำ ลักษณะเหมือนร่องขนมครก อยู่ห่างจากหน้าฝายไปประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวผ่านหน้าฝายได้สร้างแรงดูดและกระแสน้ำวนที่รุนแรง ทำให้ร่างของผู้เสียชีวิตติดอยู่ในร่องหลุมนั้นและไม่สามารถลอยออกมาได้
ทีมกู้ภัยรีบช่วยกันนำร่างขึ้นมาบนฝั่งอย่างระมัดระวัง และในนาทีที่นำร่างขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ฉากอันสลดใจก็เกิดขึ้น พ่อและแม่ของนายดนุพรซึ่งรอคอยอยู่บนฝั่งได้เห็นร่างของลูกชาย ทั้งสองเข่าอ่อนทันที ก่อนจะโผเข้าไปกอดร่างของลูกชายอย่างแน่นแฟ้นด้วยความเศร้าโศกสุดแสนจะเจ็บปวด เสียงร้องไห้และคร่ำครวญของครอบครัวดังก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้ผู้ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุต่างก็รู้สึกเศร้าสลดไปด้วย
ส่งชันสูตรพลิกศพ ก่อนส่งมอบญาตินำไปบำเพ็ญกุศล
หลังจากนั้น ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรโนนไทยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างของผู้เสียชีวิตส่งไปยังโรงพยาบาลโนนไทย เพื่อให้แพทย์ชันสูตรพลิกศพและตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นขั้นตอนมาตรฐานในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตโดยไม่ปกติ
จากการชันสูตรเบื้องต้น แพทย์สรุปว่าสาเหตุการเสียชีวิตเป็นไปตามที่คาดการณ์ คือ จมน้ำ โดยไม่พบร่องรอยการใช้ความรุนแรงหรือสาเหตุอื่นใดที่น่าสงสัย หลังจากการชันสูตรแล้วเสร็จ ทางโรงพยาบาลได้ส่งมอบศพให้แก่ญาติพี่น้องนำกลับไปยังบ้านเพื่อจัดพิธีศพและบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป
ครอบครัวและญาติพี่น้องต่างก็เศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของนายดนุพรอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะบิดามารดาที่ต้องสูญเสียลูกชายไปอย่างน่าเศร้า จากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงและสามารถป้องกันได้หากมีความระมัดระวังมากขึ้น
เตือนภัยแหล่งน้ำอันตราย ฝายตานูนมีผู้จมดับแล้ว 3 ราย
หลังจากเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจภูธรโนนไทย และหน่วยกู้ภัยฮุก 31 โคราช ได้ออกมาย้ำเตือนชาวบ้านในพื้นที่และประชาชนทั่วไปให้เพิ่มความระมัดระวังเมื่อจะเข้าไปใกล้แหล่งน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่น้ำมีปริมาณมาก ระดับน้ำสูง และกระแสน้ำไหลเชี่ยว
หากจะมาเล่นน้ำ จับปลา หรือทำกิจกรรมใดๆ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควรมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรมาตามลำพัง ควรมีผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการว่ายน้ำมาด้วย และควรสวมเสื้อชูชีพหรืออุปกรณ์ช่วยลอยตัวเพื่อความปลอดภัย
สำหรับบุคลหลานเล็กๆ และวัยเรียนนั้น ขณะนี้เป็นช่วงที่เริ่มปิดภาคเรียนหรือมีวันหยุดยาว ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ไม่ควรปล่อยให้เด็กๆ อยู่ตามลำพังหรือคลาดสายตา เพราะเด็กมักจะชอบเล่นน้ำและอาจแอบไปเล่นน้ำตามลำพัง ซึ่งอาจเกิดอันตรายจนถึงขั้นจมน้ำเสียชีวิตได้
ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ฝายตานูนจุดนี้ได้มีประวัติผู้จมน้ำเสียชีวิตมาแล้วหลายครั้ง และกรณีของนายดนุพรนี้เป็นรายที่ 3 แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีความเสี่ยงอันตรายสูง อาจเนื่องมาจากลักษณะของภูมิประเทศ กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว และการมีร่องหลุมใต้น้ำที่สร้างแรงดูดและกระแสน้ำวน
เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตั้งป้ายเตือนและมาตรการป้องกัน
จากกรณีนี้ มีเสียงเรียกร้องจากชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาดำเนินการติดตั้งป้ายเตือนอันตรายในบริเวณฝายตานูนและพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้ประชาชนที่จะเข้ามาทำกิจกรรมในแหล่งน้ำได้รับทราบถึงความเสี่ยงและอันตราย
นอกจากนี้ ควรมีการสำรวจและประเมินความเสี่ยงของพื้นที่อย่างเป็นระบบ หากพบว่ามีจุดใดที่มีความเสี่ยงสูง ควรมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เช่น การติดตั้งราวกั้น การติดตั้งลูกลอยหรือเชือกช่วยชีวิต หรือการจัดให้มีจุดบริการเสื้อชูชีพให้ยืมใช้
การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมรณรงค์และให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงปิดภาคเรียนที่มักจะมีเหตุการณ์จมน้ำเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
บทเรียนที่ควรจดจำ ความระมัดระวังคือสิ่งสำคัญ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายดนุพรเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคน แม้จะเป็นคนที่คุ้นเคยกับพื้นที่และเคยมาตกปลาบ่อยครั้ง แต่เมื่อสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในช่วงฤดูฝน ระดับน้ำและกระแสน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมักจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้เพียงชั่วข้ามคืนหรือหลังฝนตกหนัก น้ำที่เคยตื้นอาจกลายเป็นน้ำลึก กระแสน้ำที่เคยสงบอาจกลายเป็นกระแสเชี่ยว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายที่มองไม่เห็นแต่อาจคร่าชีวิตได้
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการไปตกปลา เล่นน้ำ หรือทำกิจกรรมใดๆ ในแหล่งน้ำ ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเสมอ ไม่ควรเผลอระวัง ไม่ควรประมาท และควรมีการเตรียมความพร้อมอย่างเพียงพอ การมีผู้ร่วมเดินทางและการแจ้งให้ครอบครัวทราบว่าจะไปที่ไหนก็เป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยชีวิตได้
ครอบครัวของนายดนุพรต้องเผชิญกับความสูญเสียที่เจ็บปวด และเหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนให้กับทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางน้ำ เพื่อไม่ให้มีครอบครัวอื่นต้องประสบกับความทุกข์เช่นนี้อีก
ขอให้ผู้เสียชีวิตจงได้ไปสู่สุคติ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติพี่น้องทุกท่าน