เปิดปมทุจริต! “สีกายุ” มอบหลักฐาน “บิ๊กเต่า” เผยพระคึกฤทธิ์นำเงินวัดลงทุนกองทุนเกือบ 2 แสนยูโร

ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาย (บช.ก.) บรรยากาศเครียดตึงเมื่อคณะผู้แจ้งความนำโดยนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นางกัญญาภัค ชไนเดอร์ (สีกายุ) น.ส.พัณณ์ชิตา ไชยเดช (ทนายฟ้าใส) และดร.ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ นักกฎหมาย ได้เข้าพบพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ บก.ปปป.

การพบปะครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่คณะผู้แจ้งความเดินทางกลับจากประเทศเยอรมนีและได้รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่เคยร้องขอให้ตำรวจตรวจสอบพฤติกรรมของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ในข้อหาทุจริตยักยอกเงินของวัดไปใช้โดยมิชอบ

เส้นทางแห่งความศรัทธาที่ผิดหวัง

สีกายุเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความศรัทธาแต่กลายเป็นความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง เธอเล่าว่า “ตอนแรกรู้จักพระคึกฤทธิ์ผ่านรายการโทรทัศน์ รู้สึกเคารพศรัทธาเพราะเห็นว่าท่านเทศนาธรรมได้ดี เมื่อมีโอกาสติดต่อพูดคุยทางธรรม จึงได้เกิดความคิดที่จะนิมนต์พระไปยุโรปเมื่อปี 2016”

การเดินทางครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแผ่พุทธวจนแก่ชาวยุโรป โดยสีกายุเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ระหว่างการพำนักที่ยุโรป พระคึกฤทธิ์ได้เห็นถึงความศรัทธาของชาวยุโรปที่มีต่อพระพุทธศาสนา จึงทำให้สีกายุแนะนำว่าหากต้องการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง ควรจะจัดตั้งองค์กรขึ้น

เมื่อพระคึกฤทธิ์แสดงความสนใจ สีกายุจึงได้ดำเนินการจัดตั้งสมาคมขึ้นตามที่ขอร้อง แต่ความผิดหวังเริ่มต้นขึ้นเมื่อพฤติกรรมต่างๆ ของพระคึกฤทธิ์เริ่มส่อไปในทางที่ไม่โปร่งใส

สัญญาณเตือนแรกของความไม่โปร่งใส

ปัญหาแรกที่ทำให้สีกายุเริ่มสงสัยคือเรื่องใบปวารณา พระคึกฤทธิ์ไม่ยอมให้ออกใบปวารณาให้แก่ผู้บริจาค ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติที่ควรมีในการรับบริจาคทางศาสนา พฤติกรรมนี้ทำให้เธอเริ่มรู้สึกเอะใจและตั้งคำถาม

ความสงสัยยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสีกายุทราบภายหลังว่า พระคึกฤทธิ์ได้โกหกเกี่ยวกับที่มาของเงิน โดยอ้างว่าเป็นเงินของพี่สาว ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเงินของวัด พฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาในการปิดบังที่มาที่ไปของเงิน ทำให้สีกายุตัดสินใจไม่ต่ออายุวีซาให้พระคึกฤทธิ์ ก่อนที่ความสัมพันธ์จะแตกหักลง

เมื่อผู้กล่าวหากลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา

สถานการณ์กลับตาลปัตรเมื่อสีกายุถูกทางการเยอรมันดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินและยักยอกเงิน แม้ว่าความจริงแล้วเงินจำนวนดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิที่ประเทศเนเธอร์แลนด์อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์

“เงินจำนวนเกือบ 2 แสนยูโร ถูกนำไปจัดทำกิจกรรมของมูลนิธิอย่างโปร่งใส ตัวผมเองก็ถูกเรียกไปให้การกับผู้ตรวจสอบบัญชี และพระคึกฤทธิ์ก็ได้แจ้งความใส่ตัวผมด้วย” สีกายุเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบขั้นสุดท้ายไม่พบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์แต่อย่างใด ความจริงที่เปิดเผยนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สีกายุตัดสินใจแจ้งความกลับพระคึกฤทธิ์ในฐานะยักยอกแทน

ความผิดพลาดทางกฎหมายที่นำมาซึ่งบทเรียน

เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ สีกายุได้ไปแจ้งความที่ประเทศเยอรมนี ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ความผิดพลาดในเรื่องอำนาจเขตศาลนี้ทำให้ศาลยกฟ้อง แต่สีกายุยืนยันว่า “การยกฟ้องไม่ได้เกิดจากการที่ไม่ได้ทำความผิด แต่เป็นเพราะเรื่องอำนาจเขตศาลเท่านั้น”

ในขณะเดียวกัน พระคึกฤทธิ์ก็ได้ยื่นฟ้องสีกายุในหลายประเด็น ทั้งเรื่องเงินค่าวีซา เงินเดือน เงินบริจาค และแม้กระทั่งเงินค่าอาหารแมว ทั้งในทางอาญาและแพ่ง โดยเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 13 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีคำพิพากษา

การเปิดเผยหลักฐานสำคัญ

สีกายุมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเองและยืนยันว่ามีพยานหลักฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเอกสารที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลต่างประเทศและศาล นอกจากนี้ยังมีบัตรเอทีเอ็มธนาคารเยอรมันที่แสดงยอดเงิน 9 หมื่นยูโร ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเงินไม่ได้หายไปไหน

“เอกสารเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะมีการรับรองจากหน่วยงานราชการระดับสูงของต่างประเทศ และยังมีข้อมูลทางการเงินที่ตรวจสอบได้” สีกายุกล่าวด้วยความมั่นใจ

ความจริงเบื้องหลังเงิน 12.2 ล้านบาท

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเงิน 12.2 ล้านบาท ที่ทนายของวัดอ้างว่าอยู่ในบัญชีธนาคารเยอรมัน

“จากการตรวจสอบเอกสารที่ทนายวัดนำมาแสดง พบว่าเงินไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคารตามที่อ้าง แต่เป็นการนำเงินไปลงทุนในกองทุน 4 พอร์ต รวมจำนวนเกือบ 2 แสนยูโร” นายอนันต์ชัยเปิดเผย

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นคือ การลงทุนดังกล่าวปรากฏว่าขาดทุน 1 หมื่นยูโร หรือคิดเป็นติดลบ 4.73% ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีเงินจำนวนหนึ่งที่วัดบอกว่า “หายไป”

ปัญหาทางกฎหมายที่ร้อนแรง

นายอนันต์ชัยชี้ให้เห็นถึงปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญหลายประการ ประการแรก ตามกฎหมายแล้วเงินของวัดไม่สามารถนำไปแสวงหาประโยชน์หรือลงทุนลักษณะนี้ได้ เพราะเงินบริจาคควรจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนาเท่านั้น

ประการที่สอง มูลนิธิที่เป็นปัญหาคือสมาคมไม่แสวงหาผลกำไร และเป็นมูลนิธิต่างประเทศที่กฎหมายไทยไม่รองรับ การดำเนินการในลักษณะนี้อาจขัดต่อหลักการของการจัดการเงินบริจาคทางศาสนา

ประการที่สาม พระคึกฤทธิ์มีอำนาจเบิกจ่ายคนเดียวในฐานะประธานมูลนิธิ และเงินไม่มีอยู่ในบัญชีมูลนิธิจริง แต่อยู่ในรูปของพอร์ตการลงทุนที่มีแต่มูลค่าทางกระดาษ

“เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ผิดถูกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่จะนำเสนอต่อศาล” นายอนันต์ชัยสรุป

ปมที่ดินธรณีสงฆ์ที่ซับซ้อน

ประเด็นที่ไม่แพ้ความสำคัญคือเรื่องที่ดินที่มีผู้บริจาคให้แก่วัด แต่พระคึกฤทธิ์ได้โอนไว้ในชื่อของตนเอง จนกระทั่งภายหลังมีการฟ้องร้องและที่ดินได้กลับคืนสู่เจ้าของเดิม

นายอนันต์ชัยอธิบายถึงหลักกฎหมายที่ซับซ้อนในเรื่องนี้ว่า “เมื่อเจ้าของเดิมมีความประสงค์บริจาคที่ดินให้วัดแล้ว ที่ดินนั้นย่อมกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ทันที แม้จะเป็นเพียงการเปล่งวาจาไม่ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม”

ที่สำคัญคือ หากจะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินธรณีสงฆ์ ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น และที่ดินจะไม่สามารถกลับคืนสู่เจ้าของเดิมได้ เพราะเมื่อบริจาคแล้วย่อมต้องเป็นของวัดตลอดไป

“ในกรณีนี้ เจ้าของที่ดินเดิมหากไม่โอนให้วัดจริง ก็ย่อมมีความผิดด้วย ส่วนพระคึกฤทธิ์ก็ผิดวินัยสงฆ์อย่างชัดเจน” นายอนันต์ชัยชี้แจง

ความรับผิดชอบขององค์กรสงฆ์

เมื่อปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับวินัยสงฆ์ นายอนันต์ชัยเน้นย้ำว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคมต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเอาผิด เพราะเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลพระสงฆ์

การดำเนินการของหน่วยงานเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่สาธารณชนจับตามอง เพราะจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการรักษาความสะอาดใสของสถาบันพระสงฆ์

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน

คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อสถาบันพระสงฆ์โดยรวม เมื่อมีข่าวการทุจริตคอร์รัปชันในวงการศาสนา ย่อมทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยในความบริสุทธิ์ของผู้ที่ควรจะเป็นแบบอย่างทางจิตใจ

ประเด็นการนำเงินบริจาคไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยไม่โปร่งใส ยิ่งทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของสถาบันทางศาสนาในยุคปัจจุบัน

บทเรียนสำหรับอนาคต

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็งในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันทางศาสนา การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเงินจำนวนมาก อาจนำไปสู่ปัญหาที่ไม่คาดคิดได้

นอกจากนี้ยังเป็นการเตือนใจให้ผู้บริจาคต้องมีความระมัดระวังและติดตามการใช้เงินบริจาคอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินของตนถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

ความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม

ขณะนี้สาธารณชนรอคอยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วน การที่คดีนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นถึงความต้องการของสังคมที่จะเห็นความจริงและความยุติธรรม

หลักฐานทางการเงินที่ซับซ้อน การลงทุนข้ามประเทศ และประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ล้วนเป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความอดทนในการตรวจสอบ

บทสรุป

คดีพระอาจารย์คึกฤทธิ์กับสีกายุเป็นมากกว่าแค่เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินทางศาสนา ความโปร่งใสในการดำเนินงาน และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

การที่เงินบริจาคเกือบ 2 แสนยูโรถูกนำไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศและเกิดการขาดทุน เป็นประเด็นที่ต้องได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อสถาบันพระสงฆ์

ผลของคดีนี้จะไม่เพียงแต่ส่งผลต่อชีวิตของผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการกำหนดแนวทางการจัดการทรัพย์สินทางศาสนาในอนาคต และเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลในสถาบันทางศาสนาของไทย

สิ่งที่สาธารณชนคาดหวังคือการดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถค้นหาความจริงได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้คดีนี้เป็นบทเรียนที่สร้างสรรค์สำหรับการพัฒนาระบบการจัดการองค์กรทางศาสนาให้มีความโปร่งใสและเป็นที่เชื่อถือของสาธารณชนต่อไป