เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณค่ำคืน พ.ต.ท.ศิริชัย เจริญศิริ สารวัตรสอบสวนสภ.ประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกันภายในบ้านเรือน และคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิต จึงได้ประสานงานกับ พ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผู้กำกับการสภ.ประโคนชัย และ พ.ต.ท.นิวัตน์ อาทวัง รองผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยบ้านสองเมืองบุรีรัมย์ รีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันที
สถานที่เกิดเหตุคือบ้านเลขที่ 124 หมู่ที่ 12 บ้านนสวายสอ ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดเล็กในหมู่บ้านชนบท อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร บริเวณนี้เป็นชุมชนเกษตรกรรม ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ และรับจ้างทั่วไป บรรยากาศโดยทั่วไปเงียบสงบ ไม่ค่อยมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
สภาพที่เกิดเหตุพบศพนอนจมกองเลือด
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยเข้าไปตรวจสอบภายในบ้าน พบสภาพที่น่าสะเทือนใจ ศพของชายสัญชาติเมียนมาร์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “นายแขก” (ไม่ทราบชื่อนามสกุลที่แท้จริง เนื่องจากเป็นชาวต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารประจำตัว) อายุประมาณ 60 ปี นอนหงายอยู่กลางพื้นห้องในบ้าน บริเวณศีรษะมีบาดแผลฉกรรจ์ลึก เลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมากและแฉะอยู่โดยรอบศพ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบว่าผู้เสียชีวิตได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศีรษะด้านหน้าผาก กะโหลกศีรษะแตกร้าว มีเลือดออกทั้งภายนอกและภายใน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่นาน ภายในบ้านยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งอยู่อย่างเข้มข้น บริเวณใกล้ๆ ศพมีขวานเล่มหนึ่งวางอยู่ คราบเลือดเปื้อนอยู่บนใบขวาน เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุ พบชายคนหนึ่งอายุประมาณ 58 ปี ยืนถือขวานเล่มเดียวกันอยู่ในบ้านอย่างสงบ ไม่ได้พยายามหลบหนีหรือต่อต้าน ชายผู้นี้คือ นายสำเนา พรมประโคน อายุ 58 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของภรรยาผู้เสียชีวิต เขายืนรอมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ด้วยท่าทีสงบและยอมรับในสิ่งที่ตนได้กระทำลง
คำให้การของผู้ต้องหา ทนเห็นพี่สาวถูกทำร้ายไม่ไหว
นายสำเนา พรมประโคน อายุ 58 ปี ผู้ต้องหา ได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความสงบ แม้จะเพิ่งก่อเหตุฆาตกรรมมาไม่นาน เขาเล่าว่าตนเองอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับพี่สาวชื่อ นางสะเงา พรมประโคน อายุ 61 ปี และพี่เขยชาวเมียนมาร์ที่รู้จักกันในนาม “นายแขก” มาเป็นเวลานาน โดยทั้งสามคนอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียว เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีนัก
นายสำเนาเล่าว่า ในวันเกิดเหตุ ช่วงเย็นก่อนมืดเขาได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทจากห้องของพี่สาวและพี่เขย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อนายแขกดื่มเหล้าจนเมา ในตอนแรกเขาไม่ได้สนใจมากนัก คิดว่าคงเป็นเพียงการทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เสียงดังมากกว่าปกติ มีเสียงตะโกนร้องของนางสะเงา พี่สาวของตนเองดังขึ้นอย่างน่ากลัว
“ผมได้ยินเสียงพี่สาวร้องขอความช่วยเหลือดังมาก เสียงเหมือนคนกำลังเจ็บปวดและกลัวจริงๆ ผมรีบวิ่งออกจากห้องของผมไปดู เห็นพี่เขยซึ่งเมาเหล้ามากกำลังจะทำร้ายพี่สาว ผมพยายามห้ามปราม พูดให้เลิกทำร้ายพี่สาว แต่เขาไม่ฟัง และหันมาขู่ว่าจะทำร้ายผมด้วย เขาปรี่เข้ามาหาผมด้วยท่าทีก้าวร้าว ผมกลัวว่าเขาจะทำร้ายผมหรือกลับไปทำร้ายพี่สาวต่อจนอาจถึงแก่ชีวิต” นายสำเนาเล่า
นายสำเนาบอกว่า เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ในสถานการณ์นั้นสมองเขาว่างเปล่า มีแต่ความกลัวและความโกรธที่พี่สาวถูกทำร้าย เขาหยิบขวานที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นขวานที่ใช้ตัดฟืนประจำบ้าน เมื่อนายแขกยังคงเดินเข้ามาหาอย่างก้าวร้าว เขาจึงฟันขวานไปโดยไม่ทันคิด ขวานเล่มนั้นโดนศีรษะของนายแขกพอดี นายแขกล้มลงทันที นอนนิ่งไม่ไหวติง
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าพี่เขย ผมแค่อยากให้เขาหยุดทำร้ายพี่สาว ผมเห็นพี่สาวโดนทำร้ายมาหลายครั้งหลายหน แทบจะทุกครั้งที่เขาเมาเหล้า ครั้งนี้ผมทนไม่ไหวจริงๆ ผมกลัวว่าถ้าไม่หยุดเขา พี่สาวอาจจะตายก่อน ผมไม่ได้คิดว่าแค่ครั้งเดียวเขาจะตาย” นายสำเนากล่าวด้วยน้ำเสียงเสียใจ
เขายอมรับว่าตนเองรู้ดีว่าพี่เขยมีพฤติกรรมก้าวร้าวและทำร้ายพี่สาวมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อดื่มเหล้าจนเมา แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาจบลงด้วยวิธีนี้ หลังเกิดเหตุ เขาไม่ได้หลบหนี แต่เลือกที่จะอยู่รอเจ้าหน้าที่มาจับกุมและยอมรับผิดในสิ่งที่ตนทำลงไป
คำให้การของภรรยาผู้เสียชีวิต เผยความทรมานที่สะสมมานานกว่า 30 ปี
นางสะเงา พรมประโคน อายุ 61 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิตและพี่สาวของผู้ต้องหา ได้ให้การที่เปิดเผยภาพความทรมานที่เธอต้องเผชิญมานานกว่า 3 ทศวรรษ นางสะเงาเล่าว่าเธอรู้จักกับนายแขก ชาวเมียนมาร์ ตั้งแต่สมัยที่ทั้งคู่ทำงานก่อสร้างร่วมกันในกรุงเทพมหานคร เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ในสมัยนั้นทั้งคู่เป็นแรงงานรับจ้างในไซต์งานก่อสร้าง ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ
“ตอนแรกเขาก็ดีกับดิฉันมาก ทำงานขยัน ไม่ค่อยดื่มเหล้า เป็นคนอบอุ่น เราจึงตัดสินใจอยู่ด้วยกัน แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเขาเป็นชาวต่างด้าวไม่มีเอกสารครบถ้วน แต่เราก็อยู่กันมาเหมือนสามีภรรยา มีชีวิตร่วมกันมาตลอด” นางสะเงาเล่า
นางสะเงากล่าวว่า ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อนายแขกเริ่มดื่มเหล้ามากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ทั้งคู่ย้ายกลับมาภูมิลำเนาที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพราะหางานทำในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้ และอายุก็มากขึ้น ที่บุรีรัมย์ พวกเขาอาศัยอยู่กับน้องชายของนางสะเงา คือนายสำเนา ในบ้านหลังเดียวกัน ทำงานรับจ้างทั่วไป บางครั้งทำนา บางครั้งรับจ้างในหมู่บ้าน รายได้ไม่แน่นอน
“พอมาอยู่ที่นี่ เขาเริ่มดื่มเหล้าบ่อยขึ้น แทบทุกวันถ้ามีเงิน พอเมาเข้าก็จะมีอารมณ์เสีย ชอบตะคอกด่า บางครั้งก็ทำร้ายร่างกายดิฉัน ตบตี ผลัก เตะ แทบทุกครั้งที่เมา น้องชายดิฉันก็พยายามห้ามปราม แต่เขาไม่ฟัง บางครั้งยิ่งห้ามเขายิ่งโมโห ดิฉันก็พยายามทนไป คิดว่าอยู่กันมานาน อายุก็มากแล้ว คงไม่มีที่ไหนจะไปอีก” นางสะเงาเล่าด้วยน้ำตานองในตา
เธอเล่าว่าในวันเกิดเหตุ นายแขกได้ดื่มเหล้าจนเมามากกว่าปกติ เริ่มมีอารมณ์เสียและหาเรื่องทะเลาะ ตอนแรกเป็นเพียงคำพูดที่ไม่พอใจในเรื่องเล็กน้อย แต่บานปลายจนเกิดการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง นายแขกเริ่มทำร้ายร่างกายเธอ ตบหน้า ผลักล้ม เตะ เธอร้องขอให้หยุด แต่เขาไม่ฟัง ยิ่งทำร้ายหนักขึ้น เธอจึงต้องร้องเรียกความช่วยเหลือจากน้องชาย
“ดิฉันกลัวมากในคืนนั้น เขาเมาหนักกว่าปกติ ดูดุร้ายกว่าทุกครั้ง ดิฉันคิดว่าครั้งนี้อาจจะไม่รอด จึงร้องเรียกน้องชายดิฉัน พอน้องมาเห็น ก็พยายามห้ามปราม แต่เขากลับไปหาน้องชายของดิฉัน ดิฉันเห็นว่าจะมีเรื่องใหญ่ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนไม่ทันจะทำอะไร พอดิฉันสังเกตเห็น น้องชายหยิบขวานขึ้นมาและฟันลงไปที่ศีรษะของสามีดิฉัน เขาล้มลงทันที” นางสะเงาเล่า
นางสะเงากล่าวว่าเธอไม่โกรธน้องชายที่ทำเช่นนั้น เพราะรู้ว่าเขาทำเพื่อช่วยเธอ แต่เธอก็เสียใจที่เหตุการณ์ต้องจบลงด้วยวิธีนี้ เธอตำหนิตัวเองที่ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ หรือตัดสินใจแยกทางกับนายแขกตั้งแต่ก่อนที่จะสายเกินไป
พฤติกรรมความรุนแรงในครอบครัวที่สะสมมานาน
จากการสอบถามเพื่อนบ้านและคนในหมู่บ้าน พบว่าหลายคนทราบดีว่าครอบครัวนี้มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมานาน โดยเฉพาะเมื่อนายแขกดื่มเหล้าจนเมา จะมีเสียงทะเลาะวิวาทดังออกมาจากบ้านเป็นประจำ บางครั้งมีเพื่อนบ้านเข้าไปห้ามปราม แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะนายแขกจะยิ่งโมโหและก้าวร้าวมากขึ้น
นายสมชาย (นามสมมุติ) อายุ 65 ปี เพื่อนบ้านที่อยู่บ้านข้างๆ กัน เล่าว่า “เห็นเขาทะเลาะกันบ่อย โดยเฉพาะพี่แขกเมาเหล้า จะมีเสียงดัง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ บางครั้งก็เข้าไปดู พยายามห้าม แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล ก็เลยปล่อยให้เขาจัดการกันเอง เพราะเป็นเรื่องของสามีภรรยา แต่ครั้งนี้ก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้”
นางสมหวัง (นามสมมุติ) อายุ 60 ปี อีกคนหนึ่งที่รู้จักครอบครัวนี้ดี กล่าวว่า “พี่สะเงาเป็นคนดี อดทน มาก แต่พี่แขกพอเมาเข้าก็กลายเป็นคนละคน น้องสำเนาก็พยายามดูแลพี่สาว พยายามห้ามปรามพี่เขยทุกครั้ง แต่ครั้งนี้คงทนไม่ไหวจริงๆ จนต้องทำแบบนี้ ก็เห็นใจทั้งสองฝ่าย”
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งหลายครั้งผู้ที่ถูกทำร้ายเลือกที่จะทนอยู่ด้วยเหตุผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความอายชาวบ้าน ไม่มีที่พึ่ง ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร หรือคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรให้คนอื่นเข้ามาแทรกแซง
การดำเนินคดีตามกฎหมาย
หลังจากตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและรับฟังคำให้การจากผู้เกี่ยวข้องเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายสำเนา พรมประโคน อายุ 58 ปี ไปยังสถานีตำรวจภูธรประโคนชัย เพื่อดำเนินการสอบสวนในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องสอบสวนเพิ่มเติมในรายละเอียดต่างๆ เพื่อพิจารณาว่าการกระทำของนายสำเนานั้นเข้าข่ายการป้องกันตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 68 หรือไม่ ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดกระทำการใดๆ อันจำเป็นเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น เพื่อให้พ้นจากอันตรายอันเกิดจากการละเมิดโดยมิชอบซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงและเกิดขึ้นในทันใดนั้น ท่านว่าผู้กระทำนั้นไม่มีความผิด”
หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่ายการป้องกันตนเองหรือผู้อื่น และการกระทำนั้นเป็นไปโดยจำเป็น ไม่เกินสมควรแก่เหตุ ก็อาจจะไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษที่เบาลง แต่หากศาลเห็นว่าการใช้ขวานฟันศีรษะจนเสียชีวิตนั้นเกินสมควรแก่เหตุ แม้จะมีเจตนาป้องกันพี่สาว ก็อาจจะต้องรับโทษตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ตำรวจยังต้องตรวจสอบประวัติของผู้เสียชีวิตว่ามีการแจ้งความหรือมีประวัติความรุนแรงในครอบครัวมาก่อนหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยในการพิจารณาโทษ รวมถึงการตรวจสอบสภาพจิตใจของผู้ต้องหาว่าในขณะก่อเหตุนั้นอยู่ในสภาวะปกติหรือไม่ มีความสามารถรู้สำนึกในการกระทำของตนหรือไม่
ส่วนศพของนายแขก ผู้เสียชีวิต ได้ถูกส่งไปยังสถาบันนิติเวชวิทยาเพื่อทำการชันสูตรพลิกศพ ตรวจหาสาเหตุการตายอย่างละเอียด ตรวจหาร่องรอยของการต่อสู้ หรือหลักฐานอื่นๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ผลการชันสูตรจะเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีต่อไป
บทเรียนจากเหตุการณ์ ความรุนแรงในครอบครัวที่ไม่ควรมองข้าม
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในการตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่มักถูกมองข้ามหรือถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว แต่ความจริงแล้วความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย และความปลอดภัยของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
ตามข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าในแต่ละปีมีผู้ถูกทำร้ายในครอบครัวเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความเครียด และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ว่าสามีมีอำนาจเหนือภรรยา
ปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ ที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว เช่น สายด่วน 1300 ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สามารถโทรไปขอคำปรึกษา ขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุได้ นอกจากนี้ยังมีศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี และครอบครัวในแต่ละจังหวัด ที่คอยให้ความช่วยเหลือทั้งด้านกฎหมาย ด้านจิตใจ และที่พักพิงชั่วคราว
สำหรับผู้ที่เป็นญาติหรือเพื่อนบ้านของครอบครัวที่มีปัญหาความรุนแรง ไม่ควรเฉยเมยหรือคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ควรให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เช่น การให้คำปรึกษา การแนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการแจ้งความต่อตำรวจเมื่อเห็นว่ามีการทำร้ายร่างกายที่รุนแรง
นอกจากนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น รวมทั้งการเข้าถึงบริการช่วยเหลือที่ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงข้อมูลและบริการอาจจะยากกว่าในเมือง
สำหรับปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความรุนแรงในครอบครัว ควรมีการควบคุมการจำหน่ายและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของแอลกอฮอล์และการช่วยเหลือผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ให้สามารถเลิกดื่มได้
สรุป
คดีฆาตกรรมในอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ครั้งนี้ เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่สะสมมานานกว่า 30 ปี แม้นายสำเนา พรมประโคน จะไม่ได้ตั้งใจฆ่าพี่เขย แต่เป็นการกระทำที่เกิดจากความโกรธ ความกลัว และความต้องการปกป้องพี่สาวจากการถูกทำร้าย เหตุการณ์นี้นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของนายแขก และอนาคตที่ไม่แน่นอนของนายสำเนาที่อาจจะต้องติดคุกเป็นเวลานาน
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่เตือนใจให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก่อนที่จะสายเกินไป และการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กที่มักจะเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้องร้องต่อศาลในลำดับต่อไป ส่วนนายสำเนานั้นยังคงให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และแสดงความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้เขาจะกระทำไปเพื่อปกป้องพี่สาว แต่ผลที่ตามมาก็คือการสูญเสียชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง และความทุกข์ใจที่จะต้องแบกรับไปตลอดชีวิต
ครอบครัวและชุมชนในพื้นที่ต่างก็รู้สึกตกใจและเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะรู้ว่าครอบครัวนี้มีปัญหามานาน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะจบลงด้วยวิธีนี้ หลายคนต่างก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจังตั้งแต่ต้น และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้ทุกคนในชุมชนหันมาใส่ใจและช่วยเหลือกันมากขึ้น
สำหรับนางสะเงา ผู้ที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เธอต้องเผชิญกับการสูญเสียคู่ครองที่อยู่ด้วยกันมานานกว่า 30 ปี แม้จะมีปัญหาความรุนแรง แต่ก็ยังมีความทรงจำดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน นอกจากนี้เธอยังต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดที่น้องชายต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีเพราะพยายามช่วยเหลือเธอ ปัจจุบันเธออาศัยอยู่กับญาติพี่น้องที่คอยดูแลและให้กำลังใจ
เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในการตระหนักและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ทุกคนในสังคมควรร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เคารพซึ่งกันและกัน และมีช่องทางให้ผู้ที่ประสบปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข